-

***

โค้ดเมาส์น่ารักๆ จาก myFri3nd.com

31 พ.ค. 2554

เมนูไข่เจียวกรอบ....



ช่วงนี้หม่ำข้าวมื้อดึกเกือบจะทุกวันเลย ขอแนะนำเมนูที่คิดว่า ทำกันได้ง่ายมาก ๆ นั่นคือ "ไข่เจียวกรอบ" 555++ ข้าวสวยร้อน ๆ บวกกับความหิว โอ้ย ๆ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม......มา มา ลองทำกันคะ

วิธีการทำ

ส่วนผสม

1. ไข่ 3 ฟอง
2. แป้งโกกิ
3. น้ำปลา
4. ผงฟู

วิธีทำ

ตีไข่ให้เข้ากันให้ไข่ขาวและไข่แดงผสมกันไม่ให้เป็นก้อน จากนั้นเติมน้ำปลาแล้วละลายแป้งโกกิกับน้ำแล้วเทใส่ไข่ที่ตีไว้แล้ว เสร็จแล้วตั้งกระทะให้น้ำมันร้อน

จากนั้นหรี่ไฟให้เบาลงไม่ต้องใช้ไฟแรง นำไข่ลงไปทอดด้วยไฟเบาไข่จะฟูกรอบ ถ้าทอดด้วยไฟแรงไข่จะคืนตัวหายกรอบเร็ว แค่นี้ก็ได้ไข่เจียวกรอบฟูน่ากินแล้วววคับท่าน

ว้าว........ หม่ำข้าวมื้อดึก ๆ ฟังเพลงไปด้วย บรรยากาศไม่ต้องพูดถึงคะ อร่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มีโอกาสมีนั่งหม่ำข้าวด้วยกันนะ วันนี้บาย บาย ( ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และตรงเวลานะคะ )

30 พ.ค. 2554

ทุ้มอยู่ในใจ..



เพลง ทุ้มอยู่ในใจ

นี่คือทำนองแห่งความหลังระหว่างเรา
ได้ยินเมื่อไรยิ่งนึกถึงวันเก่า
เนิ่นนานแค่ไหน
แต่เพลงนี้ของเรายังทุ้มอยู่ในใจ

เพลงแห่งความรักที่เธอร้องเป็นอย่างไร
วันที่เงียบเหงา
เธอจะคิดถึงเพลงของใคร
ตั้งแต่จากกัน
วันนี้เธอเป็นไงฉันอยากจะรู้

เมื่อนาฬิกามันไม่เคยขี้เกียจ..เดิน
และวันเวลาทำให้ทุกๆสิ่งเปลี่ยนไป
แต่ความทรงจำดีๆทุกอย่างยังคง...เก็บไว้
ยังคงมีแต่เธอ
เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
ยังมีแต่เธอ
เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไป
ยิ่งเวลาอ้างว้างทีไร ในใจก็ยิ่งโหยหา

ยังคงมีบทเพลง ของเราเมื่อวันวาน
ได้ยินเมื่อไร หัวใจยังเป็นอย่างนี้
ให้เวลามันหมุนไปนานเป็นปี
แต่เพลงนี้ยังทุ้มในใจ


วันที่ความฝันมันไม่เห็นเป็นอย่างใจ
กระเจิดกระเจิง ผิดๆเพี้ยนๆกันไปใหญ่
เพียงแต่อย่างน้อย
ฉันก็ยังชื่นใจที่เคยมีเธอ

ก็นาฬิกามันไม่เคยขี้เกียจ..เดิน
และวันเวลาทำให้ทุกๆสิ่งเปลี่ยนไป
แต่ความทรงจำดีๆทุกอย่างยังคง...เก็บไว้

ยังคงมีแต่เธอ
เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
ยังมีแต่เธอ
เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไป
ยิ่งเวลาอ้างว้างทีไร ในใจก็ยิ่งโหยหา
ยังคงมีบทเพลง ของเราเมื่อวันวาน
ได้ยินเมื่อไร หัวใจยังเป็นอย่างนี้
ให้เวลามันหมุนไปนานเป็นปี
แต่เพลงนี้ยังทุ้มในใจ

ยังคงมีแต่เธอ
เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
มีแต่เธอ เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไป
ยิ่งเวลาอ้างว้างทีไร ในใจก็ยิ่งโหยหา
ยังคงมีบทเพลง ของเราเมื่อวันวาน
ได้ยินเมื่อไร หัวใจยังเป็นอย่างนี้
ให้เวลามันหมุนไปนานเป็นปี
แต่เพลงนี้ยังทุ้มในใจ

ต่อให้เราไม่พบไม่เจอเป็นปี
เพลงนี้ยังทุ้มในใจ

ฉันสบายใจ...ถ้าเธอสบายดี



อัลบั้ม : ไอ...น้ำ New Single

ฉันสบายใจ...ถ้าเธอสบายดี

คำร้อง สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา
ทำนอง วุฒิชัย สมบัติจินดา
เรียบเรียง อนุชา อรรจนาวัฒน์

ฉันไม่รู้ว่าฟ้าของเธอฝั่งนั้น มันยังสวยไหมเหมือนทุกคราว
เธอมีช่วงว่างว่างนั่งมองดาว เหมือนตอนที่เรา เคยทำบ้างไหม

และฉันไม่รู้ชีวิตของคนตื่นเช้า มันจะเหงาเหงาหรือวุ่นวาย
เธอยังซึ้งหนังรักนั่งร้องไห้ เหมือนเดิมอยู่ไหม คิดไป...แล้วยิ่งคิดถึงเธอ

ฉันไม่รู้ว่าความห่วงใย เดินทางไกลที่สุดได้แค่ไหน แค่อยาก...พูดบางคำจากหัวใจ

* ฉันไม่รู้ซักนิดว่าเธอคิดถึงใคร แค่เธอรู้เอาไว้ว่าฉันคิดถึงเธอ
ไม่ได้หวง แต่ห่วง ไม่ว่าเธอ อยู่ที่ไหน โว้โฮ
ฟ้าของฉันถึงครึ้มถึงซึมเป็นบางวัน แต่ถ้ารู้ว่าคนทางนั้นยังยิ้มได้
ฉันก็สบายใจ...เมื่อรู้ว่าเธอสบายดี

และฉันไม่รู้ว่าฝันที่เธอวาดไว้ เธอทำได้เหมือนฝันหรือยัง
ยังฟังไหมเสียงฝนที่หน้าต่าง เหมือนตอนที่ฉัน ยิ่งฟัง...แล้วยิ่งคิดถึงเธอ

ฉันไม่รู้ว่าความห่วงใย เดินทางไกลที่สุดได้แค่ไหน แค่อยาก...ขอให้เธอได้รับไป

(ซ้ำ *), (ซ้ำ *)

โฮ...ฉันสบายใจ ถ้าเธอสบายดี

ฝากข้อความถึงดวงดาว..



เนื้อเพลง : ฝากข้อความถึงดวงดาว เต้ วิทย์สรัช
คำร้อง : โป โปษยะนุกูล
ทำนอง/เรียบเรียง : นันทพงศ์ ทศพร


ในแต่ละคืนที่มีดาวอยู่เต็มฟ้า
ก็รู้ว่าคงมีคนวิงวอน
ขอพรของดาว เพื่อที่จะได้รักใคร

ในแต่ละคืนก็คงมีแต่คนเหงา
อาจมีหมื่นล้านถ้อยคำวิงวอน
ขอพรต่อดาว ต่างก็อธิษฐานไป

ก็รู้ดวงดาวก็คงไม่มีเวลา
รับฟังทุกคำที่ขอกันมา
ก็พอรู้ว่าดาววุ่นวายมากเท่าไร
ฉันแค่คนคนหนึ่งไม่มีความหมายใด
ก็ไม่คิดรบกวนและไม่คิดวุ่นวาย
ข้อความนี้แค่เพียงฝากไว้

ถ้ามีเวลา ขอให้ดาวช่วยมองลงมา
ตรงนี้มีคนหนึ่งที่ภาวนา
เป็นหนึ่งในล้านที่ยังไม่สมดั่งใจ
ส่งใครมาที
อยู่ตรงนี้ทุกคืนต้องเหงาเดียวดาย
ช่วยทำให้ชีวิตฉันมีความหมาย
จากการได้ใช้มันไปเพื่อรัก ใครสักคน

หากค่ำคืนนี้หัวใจได้มีความรัก
หากคำวิงวอนของฉันเป็นจริง
สัญญาจากใจ จะไม่กลับมารบกวน

ก็รู้ดวงดาวก็คงไม่มีเวลา
รับฟังทุกคำที่ขอกันมา
ก็พอรู้ว่าดาววุ่นวายมากเท่าไร
ฉันแค่คนคนหนึ่งไม่มีความหมายใด
ก็ไม่คิดรบกวนและไม่คิดวุ่นวาย
ข้อความนี้แค่เพียงฝากไว้

ถ้ามีเวลา ขอให้ดาวช่วยมองลงมา
ตรงนี้มีคนหนึ่งที่ภาวนา
เป็นหนึ่งในล้านที่ยังไม่สมดั่งใจ
ส่งใครมาที
อยู่ตรงนี้ทุกคืนต้องเหงาเดียวดาย
ช่วยทำให้ชีวิตฉันมีความหมาย
จากการได้ใช้มันไปเพื่อรัก ใครสักคน

เพียงคนหนึ่งที่ใจตรงกัน
จากคนที่เคยอ้อนวอนดวงดาวอย่างฉันบนโลกใบนี้
สักคนจะมีบ้างไหม วอนดวงดาวสักครั้ง

ถ้ามีเวลา ขอให้ดาวช่วยมองลงมา
ตรงนี้มีคนหนึ่งที่ภาวนา
เป็นหนึ่งในล้านที่ยังไม่สมดั่งใจ
ส่งใครมาที
อยู่ตรงนี้ทุกคืนต้องเหงาเดียวดาย
ช่วยทำให้ชีวิตฉันมีความหมาย
จากการได้ใช้มันไปเพื่อรัก

ถ้ามีเวลา ขอให้ดาวช่วยมองลงมา
ตรงนี้มีคนหนึ่งที่ภาวนา
เป็นหนึ่งในล้านที่ยังไม่สมดั่งใจ
ส่งใครมาที
อยู่ตรงนี้ทุกคืนต้องเหงาเดียวดาย
ช่วยทำให้ชีวิตฉันมีความหมาย
จากการได้ใช้มันไปเพื่อรัก ใครสักคน

หากสิ้นโลก



เนื้อเพลง : 2012 (หากสิ้นโลก)
ศิลปิน : อัลไซเมอร์ (ALZHEIMER)


ถ้าหากวันนั้นมีจริง จะยืนอยู่เคียงข้างเธอ

เป็นคนสุดท้ายในเงาตาของเธอ


จะกอดเธอไว้ให้นาน ที่สุดจดจำภาพเธอ

เมื่อสิ้นโลก ทุกอย่างตราบจนฟ้าดิน


* มันทลาย มันหายไปทุกอย่าง หากแม้ว่ามันจะจริงไม่จริง

ให้เธอนั้น เชื่อในตัวฉัน


** จะอยู่ใกล้เธอไม่ห่าง จะทำเพื่อเธอทุกอย่าง

วันที่ฟ้าดินทลาย วันที่โลกมันโหดร้าย จะอยู่จะตายเคียงข้างเธอ

ถ้าปรากฎการณ์วันนั้นมันมีจริง หากวันนั้นไม่มีจริง

เป็นแค่ฝัน แต่ฉันยืนตรงนั้นไม่ห่างจากเธอ เหมือนความฝัน....


ชีวิตของฉันคือเธอ ทุ่มเทหมดลมหายใจ

เมื่อสิ้นโลก ทุกอย่างตราบจนฟ้าดิน


( ซ้ำ *,** )


Solo:


( ซ้ำ *,** )

เหงาเหมือนกันไหมในคืนนี้...



เนื้อเพลง : เหงาเหมือนกันไหมในคืนนี้
ศิลปิน : กบ Taxi
คำร้อง / ทำนอง : พงษ์ศักดิ์ ถนอมใจ


เรียบเรียง : พนา ณ วงค์วรรณ์
มันช่างยากช่างเย็นเหลือเกิน
ที่ต้องใช้ชีวิตลำพัง
อีกคืนที่ฉันนั่งคุยกับความเหงา
ทั้งท้องฟ้าช่างดูมืดมน
เหมือนคนที่ใจว่างเปล่า
ฟ้าไม่มีดาว เหมือนที่แล้วมา

ไกล แต่ไม่ไกลเกินคิดถึง
ฉันจึง อยากส่งคำถามมาถามเธอ

เธอเหงาเหมือนกันไหมในคืนนี้
รู้ไหมว่าคนทางนี้ จวนจะทนไม่ไหว
อยากสบตากับเธอ อยากกอดเธอให้ใจใกล้ใจ
แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
ที่ใจคนไกลจะเห็นใจคนรอ

ทำยังไงก็ยังไม่ชิน กับการที่ไม่มีเธอ
ยิ่งดึกยิ่งเพ้อ ยิ่งคิดยิ่งใจหาย
คำว่ารักยังเป็นของเธอ
ยังรักไม่ว่าเมื่อไหร่
เธออย่าใจร้าย ทิ้งกันไปนานนาน

ไกล แต่ไม่ไกลเกินคิดถึง
ฉันจึง อยากส่งคำถามมาถามเธอ

เธอเหงาเหมือนกันไหมในคืนนี้
รู้ไหมว่าคนทางนี้ จวนจะทนไม่ไหว
อยากสบตากับเธอ อยากกอดเธอให้ใจใกล้ใจ
แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
ที่ใจคนไกลจะเห็นใจคนรอ

เธอเหงาเหมือนกันไหมในคืนนี้
รู้ไหมว่าคนทางนี้ จวนจะทนไม่ไหว
อยากสบตากับเธอ อยากกอดเธอให้ใจใกล้ใจ
แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
ที่ใจคนไกลจะเห็นใจคนรอ

ก็อยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่
ที่ใจคนไกลจะเห็นใจคนรอ

28 พ.ค. 2554

ชีวิตลิขิตเอง และ ถนนแห่งแสงตะวัน



ถนนทอดยาวมีผู้คนมากมายเดินไปปะปนกัน บางคนก็เร่งรีบเหมือนเข็มวินาทีของนาฬิกา บางคนก็เดินก้าวช้าๆ ไม่เร่งรีบ..... บางคนมีมิตรสหายเดินเคียงข้างหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน. บางคนจูงมือเดินคู่กับคนรักอย่างมีความสุข. บางคนเดินคนเดียว...เพียงลำพัง บางก็ยิ้ม บางก็หัวเราะ บางก็เหงา ๆ....ภาพสะท้อนว่า...ยังคงมีบางคนที่เดินตัวคนเดียวเช่นกับตัวฉัน) ฉั น ห ยุ ด พั ก นั่ ง . . . และมองดูท้องฟ้า แสงแดดส่องดวงตาจนทำให้ฉันต้องก้มมองลงพื้น. ฉันก็ค้นพบว่า.........


ก่อนเคยเชื่อในลิขิตฟ้าดิน
ปล่อยชีวิตไปตามโชคชะตา
แต่ฝันไม่เคยถึงฝั่ง

ผิดหวังในใจเรื่อยมา เพราะฟ้าไม่มีหัวใจ
จะเลวหรือดี มันอยู่ที่คน จะมีหรือจน มันอยู่ที่ใจ

ดินฟ้าไม่เคยลิขิต
ชีวิตจะเป็นเช่นไร
อย่าเลยอย่าถามฟ้า

ปีนไปให้สูงที่สุด อย่างที่คิดฝันไว้กับใจ
จะยากเย็นเท่าไร บอกใจว่าจะไม่กลัว

ไม่รอให้ฟ้าดินลิขิต ไม่ปล่อยให้ชีวิตผ่านไป
ไม่ว่าจะสูงจะไกลเท่าไหร่ บอกใจว่าจะไม่กลัว

ไม่ยอมให้ฟ้าหรือใครลิขิต อยากมีชีวิตที่ใฝ่ฝัน (ที่ใฝ่ฝัน)
ตั้งแต่วันนี้ นี่คือชีวิต ลิขิตของเราเปรียบชีวิตเป็นดังบทละคร
จะยอมให้ใครเขียนบทของเรา

ชีวิตจะเป็นเช่นไร ก็ขอให้เป็นเพราะเรา
เรื่องราวที่เราต้องเขียน







บ่อยครั้งที่ฉันเคว้งคว้างเดินไปท่ามกลางผู้คน
สั่งให้เท้าสองเท้านั้นก้าวไปอย่างเหนื่อยล้า
มีแต่ความคิดท้อแท้ในใจ กับเกมชีวิตและโชคชะตา
กับปัญหาที่ฉันไม่คิดจะสู้ต่อไป
แต่ฉันบังเอิญมองไปไปเจอภาพชายผู้หนึ่ง
ที่วันนี้สองขาของเขาโดนตัดขาดหาย
ชายหนุ่มคนนั้นเขาใช้ขาเทียม
ผลักดันชีวิตของเขาให้ก้าวไป

กลับทำให้ฉันค้นพบว่าฉันไม่ได้อ้างว้างเดียวดายต่อไป
ยังมีผู้คนมากมายที่เขาต้องดิ้นรนยิ่งกว่าฉัน
และความหวังที่พวกเขามี มันเหมือนแสงของตะวัน
ที่จะเป็นแรงใจ ให้ฉันยังคงก้าวไป
ชายชราคนหนึ่งนั่งลงที่ตรงข้างทาง
หยิบเอาของไร้ค่า เสื้อผ้าเก่าๆ มาขาย
ภาพเด็กผู้หญิงน้อยๆ คนหนึ่ง หยุดยืนข้างรถร้องขายมาลัย
ซ่อนความหวังน้อยๆ นั้นไว้ใต้เงาหมอกควัน

กลับทำให้ฉันค้นพบว่าฉันไม่ได้อ้างว้างเดียวดายต่อไป
ยังมีผู้คนมากมายที่เขาต้องดิ้นรนยิ่งกว่าฉัน
และความหวังที่พวกเขามี มันเหมือนแสงของตะวัน
ที่จะเป็นแรงใจ ให้ฉันยังคงก้าวไป
ชายชราคนหนึ่งนั่งลงที่ตรงข้างทาง
หยิบเอาของไร้ค่า เสื้อผ้าเก่าๆ มาขาย
ภาพเด็กผู้หญิงน้อยๆ คนหนึ่ง หยุดยืนข้างรถร้องขายมาลัย
ซ่อนความหวังน้อยๆ นั้นไว้ใต้เงาหมอกควัน

ทุกๆครั้งที่เสียงหัวใจอ่อนลงทุกที
ที่ถนนสายนี้นัดฉันมาบอกความหมาย
ภาพจากถนนสายแสงตะวัน บอกเล่าให้ฉันเห็นโลกที่เป็นไป
ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตฉันไว้ ไม่ให้หมดหวัง
บอกให้ฉันได้รู้ว่าฉันยังคงมีหวัง และวันนี้ฉันพร้อมจะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง


มหาวิทยาลัยชีวิต เรายังต้องเรียนทุกวินาที ทุกชั่วโมง ทุกวัน ทุกเดือน และทุกปี ความยากง่ายของบทเรียน รวมถึงโจทย์ปัญหาต่าง ๆ เราต้องศึกษาและแก้ไขปัญหากันต่อไป.......ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ทุกท่านนะคะ.....ขอบคุณเนื้อเพลงดี ๆ ของคุณเบิร์ด ธงไชยคะ............

27 พ.ค. 2554

เปราะบาง.....



หนทางยังดูเหมือนเดิม มีแสงไฟมีผู้คนรอบกาย
จากคนร้อยพันที่ยืนใกล้กัน กลับรู้สึกว่าไกลแสนไกล
อะไรมันหายไป จากหัวใจของเรา

ทำไมแค่ลมเพียงแผ่วเบา ยังทำให้เหน็บหนาว
แค่เพียงแผ่นฟ้าที่ว่างเปล่า ยังทำให้มีน้ำตา
ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน
อ่อนแอจนเกินจะเข้าใจ

ครั้งหนึ่งที่เคยสัมผัส ในหัวใจว่ารักยังเหลืออยู่
แต่วันนี้ดูเหมือนมันลบเลือน
กอดที่อบอุ่นจางหายไป
สักวันถ้าล้มลง จะมีใครสนใจ

ทำไมแค่ลมเพียงแผ่วเบา ยังทำให้เหน็บหนาว
แค่เพียงแผ่นฟ้าที่ว่างเปล่า ยังทำให้มีน้ำตา
ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน

ร่องรอยจากคำไม่กี่คำ ยังทำให้ปวดร้าว
แค่เพียงแววตาที่ว่างเปล่า ยังทำให้เจ็บหัวใจ
ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน
และชีวิตเมื่อไรจะเข้มแข็งพอ

วิงวอนให้มันสิ้นสุดลง
ทำไมแค่ลมเพียงแผ่วเบา ยังทำให้เหน็บหนาว
แค่เพียงแผ่นฟ้าที่ว่างเปล่า ยังทำให้มีน้ำตา
ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน ไม่รู้เมื่อไรจะผ่านพ้น

ร่องรอยจากคำไม่กี่คำ ยังทำให้ปวดร้าว
แค่เพียงแววตาที่ว่างเปล่า ยังทำให้เจ็บหัวใจ
ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน
และชีวิตเมื่อไรจะเข้มแข็งพอ

และชีวิตเมื่อไรจะเข้มแข็ง
ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้ และชีวิตเมื่อไรจะเข้มแข็ง
ชีวิตเมื่อไรจะเข้มแข็งพอ

สัญญาปากเปล่า



แม้ว่าเราเคยตกลง กันไว้ด้วยวาจา
ตกลงกันเป็นสัญญาร่วมกัน
มันก็ผ่านผ่านไปแล้ว
ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันวาน
ช่างมันช่างมันเถิด
รู้ว่าเธอคงสับสน และคงคิดจะลา
แต่ติดกับคำสัญญาที่เคย
ความรู้สึกผิดในใจ
อย่าให้มันทำร้ายเธอเลย
ช่างมันช่างมันเถิด
เพียงสัญญาปากเปล่า เพียงแค่ลมปากเป่า
อย่าให้ใจมันติดค้าง ความรักมีก่อเกิด
มันก็มีวันจาง อย่าอย่าคิดมากอยู่เลย
โลกไม่มีเพียงแต่เรา ชีวิตนั้นยังยาว
ก็ยังต้องเจอเรื่องราวมากมาย
ลืมเสียเถิดว่ามีฉัน
อย่าให้มันขัดขวางทางไป
ช่างมันช่างมันเถิด
คนเราทุกคนย่อมมีจุดหมาย
มีลมหายใจเพื่อความฝัน
ทางใดที่ดีต้องไปทางนั้น
อย่าหยุดความฝันของเธอ

แม้ว่าเราเคยตกลง กันไว้ด้วยวาจา
ตกลงกันเป็นสัญญาร่วมกัน
มันก็ผ่านผ่านไปแล้ว
ปล่อยให้เป็น เรื่องของวันวาน
ช่างมันช่างมันเถิด ปล่อยปล่อยให้เป็น
เรื่องของวันวาน ช่างมันช่างมันเถิด

อย่าเพิ่งยอมแพ้นะ....คนดี




อย่าเพิ่งยอมแพ้นะคนดี

อย่าเพิ่งยอมแพ้ นะคนดี
ที่ตรงนั้น วันนี้ อาจไม่มีฉัน
แต่เธอรับรู้ใช่ไหม ถึงความผูกพัน
ฉันซ่อนตัว อยู่ในนั้น ทุกคืนวันที่ท้อใจ
เธอไม่จำเป็น ต้องต่อสู้เพื่อฉัน
แต่จงฝ่าฟัน เพื่อฝันที่วาดไว้
ต่อจากนี้ อีกแสนนาน หรือแสนไกล
ฉันจะเป็น หนึ่งกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ สำหรับเธอ

หนึ่งสมอง สองมือ ต้องไขว่คว้า
เมื่อมีปัญหา ขึ้นมา ต้องแก้ไข
เหนื่อยและท้อ ขอพักหน่อย ไม่เป็นไร
ให้มีแรง ลุกขึ้นใหม่ ได้อีกครา

คนเราก็เป็น แบบนี้ กันทั้งนั้น
มีสุขสันต์ โศกเศร้า เท่ากันแหละหนา
ความสำเร็จ แต่ละครั้ง กว่าจะได้มา
ต้องแลกด้วย เหงื่อและน้ำตา แทบทุกคน

ขอเป็นอีก หนึ่งแรงใจ ให้คนสู้
ให้เธอรู้ ว่าเธอ ยังมีหวัง
ขอส่งแรงใจ ให้เธอ มีแรงพลัง
ไปยังฝั่งฝัน ที่เธอวาดหวัง และตั้งใจ

คำว่าเพื่อน.....



ในชีวิตคนเราเกิดมา อาจจะรู้จักคำว่า "เพื่อน" ในหลากหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น"เพื่อนกิน" "เพื่อนเที่ยว" "เพื่อนนอน" "เพื่อนรัก" "เพื่อนแท้" "เพื่อนตาย" หรือ ฯลฯ แล้วแต่ใครจะสถาปนา ...

ในชีวิตฉัน มีเพื่อนที่ฉันเรียกว่า "เพื่อนแท้" โดยในคำจำกัดความ หมายถึง

คนที่ร่วมทุกข์ และ สุข มาด้วยกัน
คนที่หัวเราะ และ ร้องไห้ มาด้วยกัน
คนที่กิน นอน เที่ยว ลุยไปได้ทุกที่ด้วยกัน
คนที่จริงใจ หวังดี ไม่หักหลังกัน
คนที่พร้อมจะเป็นได้ทุกสิ่งอย่างให้กันและกัน
วันนี้ฉันรู้สึกขอบคุณเบื้องบน ที่ได้ประทานสิ่งดีๆ สิ่งมีชีวิตสิ่งนี้ที่เรียกว่า "เพื่อนแท้" มาให้ฉัน .....

ในวันที่ฉันสุข เขาพร้อมจะมีรอยยิ้มไปกับฉัน
ในวันที่ฉันทุกข์และร้องไห้ เขาพร้อมจะเช็ดน้ำตาและร้องไห้ไปด้วยกัน
ในวันที่ฉันไม่เหลือใคร เขาพร้อมที่กุมมือและยืนอยู่ข้างๆโดยไม่ไปไหน
ในวันที่ฉันโดนใครรังแก เขาพร้อมที่จะเอาตัวมาบังเพื่อปกป้อง
ในวันที่ฉันอ่อนล้า เขาพร้อมจะยื่นมือมาให้ฉันจับ และพยุงฉันให้ก้าวผ่าน
ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ที่ได้เจอ "เพื่อนรัก เพื่อนแท้ " ของฉัน ตลอดเวลามาที่พวกเราได้รู้จักกัน ....

อาจจะมีบ้างที่เพื่อนพูดจาไม่ถูกหู
อาจจะมีบ้างที่เพื่อนพูดตรง พูดแรง
อาจจะมีบ้างที่เพื่อนทำนิสัยที่เราไม่ชอบ
อาจจะมีบ้างที่เพื่อนห่างไป เพราะถูกกำหนดมา

แต่ไม่ว่ายังไง ......วันนี้ "เพื่อนรัก" ก็ไม่เคยทิ้งกัน ยังคงอยู่ด้วยกัน รักกัน ให้แต่สิ่งดีๆต่อกัน เราไม่รู้ว่าชีวิตหลังจากนี้ไปแต่ละคน จะดำเนินต่อไปอย่างไร ไม่ว่าชีวิตจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่มันจะยังคงอยู่ และ ตลอดไป คือ " มิตรภาพ และ ความรัก" จะยังอยู่กับฉันตลอดไป ......ตราบนิรันดร์

กำลังใจ....



“กำลังใจ”

“Don’t allow yesterday’s mistake to steal your tomorrow’s dream and hope. Don’t allow yesterday’s success to stop your next move.

Accept the way thing happens even though it is not what you expect.

It is still okay. Follow your desire, make sure what you choose is what your heart desires.

Let it go and have fun!!!

Let it be and have fun!!!”





อย่ายอมให้เมื่อวานขโมยวันพรุ่งนี้ของเราไป

อย่ายอมให้อดีตฉุดรั้งเราจนไม่กล้าก้าวต่อไปข้างหน้า

อย่ายอมถอยหลัง และรู้สึกด้อยเพียงเพราะต้นทุนเราไม่เหมือนคนอื่น



ไม่แปลกหรอกที่เราจะมีวันเก่าๆ ที่ปวดร้าว

ยอมรับอดีต

แต่อย่ายอมให้อดีตเป็นตัวกำหนดอนาคต

ชีวิตนั้นเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

ชีวิตนั้นสามารถนับหนึ่งใหม่ได้เสมอ




ไม่แปลกหรอกที่เราจะพ่ายแพ้

และมีแผลเก่าเยอะเต็มตัวเต็มหัวใจไปหมด

รู้ไหม มันทำให้เราแข็งแกร่ง

และเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงได้อย่างที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้



ยิ่งพลาดมากๆ

ก็ยิ่งอิ่มเอมใจกับความสำเร็จได้ดี

เพราะขวากหนาม หุบเหว เปลวไฟ ที่ผ่านพ้นมาได้

มันตอกย้ำทำให้เรารู้สึกเสมอว่า....

”ชีวิตเรานั้น ไม่ธรรมดา”



ขอบคุณข้อความดีๆ จากหนังสือ “Let it go and have fun”

อยู่อย่างเข้มแข็ง.....



จงเข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง... จงอ่อนแอพอที่จะรับรู้ว่าลำพังเรานั้นทำอะไรไม่ได้ทุกอย่าง... จงฟุ่มเฟือยน้ำใจ เมื่อมีใครต้องการความช่วยเหลือ...


Be strong enough to face the word each day.
จง... เข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง

Be weak enough to know you cannot do everything alone.
จง... อ่อนแอพอที่จะรับรู้ว่าลำพังเรานั้นทำอะไรไม่ได้ทุกอย่าง

Be generous to those who need your help.
จง... ฟุ่มเฟือยน้ำใจ เมื่อมีใครต้องการความช่วยเหลือ

Be frugal with what you need yourself.
จง... ประหยัดสิ่งที่จำเป็นไว้

Be wise enough to know that you do not know everything.
จง... จงฉลาดพอที่จะรู้ว่าเราไม่ได้รู้ทุกสิ่ง

Be foolish enough to believe in miracles.
จง... โง่พอที่จะเชื่อในปาฎิหาริย์

Be willing to share your joys.
จง... เต็มใจจะแบ่งปันความสุขของตัวเอง

Be willing to share the sorrows of others.
จง... เต็มใจที่จะแบ่งรับความทุกข์ของผู้อื่น

Be a leader when you see a path of others have missed.
จง... เป็นผู้นำหากทางที่ผู้อื่นทิ้งไว้ให้นั้นเลือนลาง

Be a follower when you are shrouded in the midst of uncertainly.
จง... เป็นผู้ตามหากตกอยู่ในวงล้อมแห่งความไม่แน่นอน

Be the first to congratulate an opponent who succeeds.
จง... เป็นคนแรกที่แสดงความยินดีต่อความสำเร็จของคู่แข่ง

Be the last to criticize a colleague who fails.
จง... เป็นคนสุดท้ายที่จะวิจารณ์ความผิดพลาดของเพื่อน

Be sure where you next step will fall, so that you will not stumble.
จง... มองเพียงแค่ก้าวถัดไปเพราะมันจะทำให้เราไม่ล้ม

Be sure of your final destination, in case you are going to the wring way.
จง... มองไปยังจุดหมายปลายทางให้แน่ใจ ว่าไม่ได้กำลังเดินผิดทาง

Be loving to those who love you.
จง... รักคนที่รักคุณ

Be loving to those who do not love you, and they may change.
จง... รักคนที่ไม่รักคุณแล้วสักวันหนึ่ง ...เค้าอาจจะเปลี่ยนใจ

Above all, be yourself.
แต่เหนือสิ่งอื่นใด จงเป็นตัวของตัวเอง

เด็กหญิงความรัก กับนายรองเท้า





เด็กหญิงความรัก และนายรองเท้า

ท่ามกลางเมืองที่แสนกว้างใหญ่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มีเด็กหญิงคนหนึ่ง ชื่อ “เด็กหญิงความรัก”

ทุกๆวันเด็กหญิงความรักจะเดินทางไปที่ต่างๆ ตามลำพังด้วยสองเท้าเปลือยเปล่า โดย ไม่สนว่าพื้นที่ ที่เธอเหยียบจะสกปรกหรือสะอาดหรือร้อนระอุหรือชื้นแฉะหรือเต็มไปด้วย กิ่งไม้ เศษแก้วต่างๆ ที่จะทิ่มแทงเท้าอันบอบบางของเธอ

เด็กหญิงความรักยังมีความสุขกับการเดินทางด้วยเท้าเปล่า เธอยังคงเดิน เดิน และเดินไปเรื่อยๆ อย่างเดียวดาย…..

แต่ แล้ววันหนึ่งระหว่างเดินทางตามปกติของเด็กหญิงความรัก เธอรู้สึกเจ็บปวดที่เท้าทั้งสองข้างจนไม่อยากเดินทางต่อไป ความรู้สึกเหงา และ ว้าเหว่ ก็เข้ามาหาเธอทันที

ทันใดนั้นเอง เด็กหญิงความรักก็ได้พบกับ “นายรองเท้า” ซึ่งเป็นรองเท้าเก่าๆ คู่หนึ่งไม่ได้สวยสะดุดตาอะไรเลย นายรองเท้าก็ทักเด็กหญิงความรักอย่างเป็นมิตร

“เท้าเธอคงจะเจ็บมาก ถ้าไม่รังเกียจ ให้ฉันเดินทางไปพร้อมๆ กับเธอได้มั๊ย
ฉันสัญญาว่าจะปกป้องเธอเอง”

เด็กหญิงความรักได้ยินเพียงเท่านั้น ความรู้สึกอ้างว้าง เดียวดายที่เคยมี ก็มลายหายไปในทันที เธอเองจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปในทุกที่พร้อมกับนายรองเท้า

…แต่ต่อมาไม่นานเด็กหญิงความรักก็ได้พบกับรองเท้าคู่ใหม่โดยบังเอิญ
รองเท้าคู่นี้แตกต่างจากนายรองเท้ามากนัก เพราะเขาทั้งใหม่ สะอาด สีสันสะดุดตา และดีไซน์นำสมัย อีกทั้งยังเป็นรองเท้าแบรนด์เนมที่มีราคาแพงอีกด้วย
เด็กหญิงความรักจึงตัดสินใจที่จะทิ้ง “นายรองเท้า” แม้ว่า เขาจะสวมใส่สบายและพร้อมที่จะก้าวเดินไปกับเธอทุกที่

เด็กหญิงความรักได้สวมรองเท้าคู่ใหม่ที่สุดแสนจะ PERFECT ถึงแม้ว่ามันอาจไม่พอดีกับเท้าของเธอก็ตาม เพียงเพื่อต้องการให้ตนเองดูดีขึ้นในสายตาของผู้อื่น
เด็กหญิงความรักถึงกับยอมให้รองเท้าใหม่กัดจนเธอเจ็บปวด ทรมาน แต่เธอก็อดทน และพยายามเดินไปข้างหน้าต่อไป ทั้งที่ในใจเธอนั้นไม่มีความสุขเลย

เพียงไม่กี่วัน เด็กหญิงความรักก็รู้ดีว่าเธอกับรองเท้าคู่ใหม่ เข้ากันไม่ได้เลย เพราะหลายครั้งที่เขาทำให้เธอเสียใจ เขาไม่พร้อมที่จะเดินทางไปกับเธอในทุกๆที่ เขากลัวลำบากเขากลัวการถูกแปดเปื้อนจากพื้นดิน โคลนที่สกปรก

เด็กหญิงความรัก กลับมานั่นทบทวนดูเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา เธอพบว่าระหว่างเธอกับรองเท้าคู่ใหม่นั้น ยังขาดความเข้าใจ ทำให้ตลอดระยะเวลาการเดินทางทั้งคู่ต้องพบกับปัญญาเสมอๆ ถึงแม้ว่าใครๆ ต่างก็พากันอิจฉาเธอที่ได้ครอบครองรองเท้าใหม่ แต่เธอ…ก็เลือกที่จะถอดออก และกลับมาเดินเท้าเปล่าดังเดิม มันอาจจะเจ็บเท้าบ้างในบางครั้ง แต่เธอก็สบายใจ เพราะเธอสามารถเดินทางไปได้ทุกๆ ที่ ที่เธอต้องการ

เด็กหญิงความรัก เดินทางลำพังมาเป็นเวลานานพอสมควร เธอเริ่มรู้สึกกลัว เหงา และโดดเดี่ยว เธออยากมีเพื่อนสักคน ที่เข้าใจเธอ และพร้อมจะเดินทางไปกับเธอในทุกๆ ที่

ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยตะโกนถามเธอว่า

“อยากมีเพื่อนร่วมทางสักคนมั๊ย”

ใช่แล้ว! มันเป็นเสียงของเขา …นายรองเท้า…

เด็กหญิงความรัก ดีใจมากจนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ เพราะเธอคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เจอเขาอีก หลังจากที่เธอได้ตัดสินใจทิ้งเขาไปในวันนั้น


นายรองเท้ายังคงพูดประโยคเดิมๆ กับเธออีกครั้งว่า

“ฉันสัญญาว่าจะปกป้องเธอเอง”

เด็กหญิงความรัก ยิ้มและตอบกลับไปว่า

“ขอบใจนะ..ฉันสัญญาว่าเราจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป”

นายรองเท้าตอบกลับอย่างอ่อนโยนว่า

“เธอไม่จำเป็นต้องสัญญาหรอก เพราะเมื่อไรที่เธอรู้สึกเบื่อ และอยากเป็นอิสระจากฉัน ฉันก็พร้อมที่จะให้เธอไป”

เด็กหญิงความรักรู้ในทันทีว่า “นี่แหละคือความเข้าใจ” ที่เธอรอคอยมาแสนนาน แต่เธอเจอแล้วและจะดูแลรักษา อย่างดี ถึงแม้ว่านายรองเท้าจะเป็นแค่รองเท้าธรรมดาๆ คู่หนึ่ง ไม่ได้น่าชื่นชมในสายตาของคนอื่น แต่สำหรับเด็กหญิงความรักแล้ว เขาสำคัญต่อเธอมาก เขาเข้าใจและห่วงใยเธอ เธอรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับเขา แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เด็กหญิงความรักและนายรองเท้าก็อยู่เคียงข้างกันตลอดไป

ในบางครั้ง เราอาจจะเห็นเด็กหญิงความรักไม่ได้สวมรองเท้า แต่อย่าเพิ่งตกใจ!! ลองมองดูในมือเธอสิ นายรองเท้าอาจอยู่ในมือเธอก็ได้ เขาอาจต้องการให้เท้าของเธอเป็นอิสระจากการผูกมัดบ้าง หรือเธออาจจะซักรองเท้าแล้วแห้งไม่ทันก็ได้ อย่าคิดมาก !!!




นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. คนที่ดีอาจไม่ใช่ และคนที่ใช่อาจไม่ดี
2. คนที่ใช่สำหรับคนอื่นอาจไม่ใช่สำหรับเรา ส่วนคนที่ใช่สำหรับเราอาจไม่ใช่สำหรับคนอื่น
3. รักแท้มักมาถูกที่ถูกเวลาเสมอ
4. ความรักไม่ใช่การผูกมัด เพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
5. สิ่งที่ความรักต้องการมากที่สุด คือ “ความเข้าใจ”

หญิงชาวบ้าน+ลิง+ลา



หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงา นางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัวคือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ ต้องออกไปตลาด เพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้าน เธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัว เดินย่ำไปมาในกระท่อม จนทำให้ข้าวของ ต่างๆ ได้รับความเสียหาย ทันที ที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซน เป็นคุณลักษณะประจำตัว ก็ค่อย ๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขา ให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้น เสื้อผ้าของหญิงชาวบ้าน มาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉย ๆ สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และ เห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เอง คือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ
ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย
หลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบ ของนิทานเรื่องนี้ นัก เพราะสงสารเจ้าลา ที่ไม่ได้ทำความผิดอะไร แต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย ส่วนเจ้าลิง ซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ
แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำของหญิงชาวบ้าน ที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ ให้ถ่องแท้ เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่า "ลา" คงเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลยเพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหนเลย

สำหรับเพื่อนของฉัน ซึ่ง......




To My Friends Who Are........... SINGLE
Love is like a butterfly. The more you chase it, the more it eludes you. But if you just let it fly, it will come to you when you least expect it. Love can make you happy but often it hurts, but love's only special when you give it to someone who is really worth it. So take your time and choose the best.

สำหรับ ใครที่ยัง........"โสด"
ความรักนั้น มันก็เหมือนกับ "ผีเสื้อ" ยิ่งคุณวิ่งเข้าหามันเท่าไหร่
มันก็จะห่างคุณออกไปเท่านั้น
แต่ถ้าคุณปล่อยมันไป มันจะเข้ามาหาคุณเองแหล่ะ
ถ้าคุณไม่คาดหวังกับมันมาก
ความรักสามารถทำให้คุณมีความสุข แต่มันก็สามารถทำให้คุณเจ็บปวดได้บ่อยๆ เหมือนกัน
แต่ความรักเป็นสิ่งที่พิเศษ ถ้าคุณได้ให้มันกับใครสักคน
ที่เค้าดีที่สุดสำหรับคุณ
ดังนั้น ค่อย ๆ หาไปล่ะกันนะครับ และ เลือกคนที่ดีที่สุด
สำหรับคุณ......

To My Friends Who Are............ NOT SO SINGLE
Love isn't about becoming somebody else's" perfect person." It's about finding someone who helps you become the best person you can be.

สำหรับ ใครที่..... "ไม่โสด"
เค้าบอกว่า... ความรักไม่ได้มาจากคนที่ สมบูรณ์ ไปหมดทุกอย่าง
แต่มันจะมาจากคนที่สามารถช่วยคุณให้เป็นคนที่ดีที่สุด
เท่าที่คุณจะเป็นได้.....

To My Friends Who Are............ PLAYBOY/GIRL TYPE
Never say "I love you" if you don't care. Never talk about feelings if they aren't there. Never touch a life if you mean to break a heart. Never look in the eye when all you do is lie. The cruellest thing a guy can do to a girl is to let her fall in love when he doesn't intend to catch her fall and it works both ways...

สำหรับ ใครที่เป็น....... "เสือผู้หญิง หรือ คนเจ้าชู้"
อย่าพูดคำว่า "รัก" เลย ถ้าคุณไม่ได้หมายความถึงคำ ๆ นั้นจริง ๆ
อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตเค้าเลย ถ้าคุณจะทำให้เค้าเสียใจ
อย่าไปมองลึกถึงดวงตา ถ้าทุกคำพูดของคุณ โกหกทั้งเพ
มันไม่ยุติธรรม ถ้าผู้ชายทำให้ผู้หญิงเข้าหลงรัก แล้วไม่ใส่ใจใยดี
ถ้าผู้หญิงต้องอกหัก และ ในทางกลับกัน ของผู้หญิง ก็เหมือนกัน......



To My Friends Who Are............ MARRIED
Love is not about "it's your fault", but "I'm sorry" not "where are you', but "I'm right here" not "how could you", but "I understand" not "I wish you were", but "I'm thankful you are."

สำหรับ ใครที่....... "แต่งงานแล้ว"
ความรักไม่ใช่... "มันเป็นความผิดของคุณ"
แต่จะเป็นคำว่า "ฉันขอโทษ" มากกว่าที่จะบอกว่า "ไปอยู่ไหนมา"
แต่จะเป็นคำว่า "ฉันยังอยู่ตรงนี้นะ" มากกกว่าที่จะบอกว่า
"คุณทำได้อย่างไร"
ไม่ใช่คำที่พูดว่า... "ฉันอยากให้คุณอยู่ตรงนี้" แต่จะเป็นคำว่า..... "
ขอบคุณนะ ที่เธออยู่ตรงนี้กับฉัน"







To My Friends Who Are............ ENGAGED
The true measure of compatibility is not the years spent together but how good you are for each other.

สำหรับ ใครที่...... "หมั้นหมายกันอยู่"
สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ว่า การอยู่ด้วยกันเป็นปี ๆ
แล้วไม่ได้ทะเลาะกัน แต่จะอยู่ที่ว่า ความดีที่คุณทั้งสอง
มีต่อกันมากกว่า...... (อืม... จริงแฮะ)







To My Friends Who Are............ HEARTBROKEN
Heartbreaks last as long! as you want and cut as deep as you allow them to go. The challenge is not how to survive heartbreaks but to learn from them

สำหรับ ใครที่...... "อกหัก"
(อันนี้เค้าเขียนดี.. เค้าบอกว่า...)
การอกหัก มันยาวนานพอ ๆ กับที่คุณต้องการให้มันอยู่กับคุณ หรือ
อยากจะตัดใจให้ ออกไปจากใจของคุณ
สิ่งที่สำคัญก็คือว่า มันไม่ใช่จะต้องอยู่กับการอกหัก
แต่มันอยู่ที่ว่า.... เราเรียนรู้จากมัน ได้แค่ไหน ต่างหาก......

To My Friends Who Are............ NAIVE
How to be in love: Fall but don't stumble, be consistent but not
too persistent, share and never be unfair, understand and try not to demand, and get hurt but never keep the pain.

สำหรับ ใคร ๆ ที่.... "ยังไม่เคย"
จะรักได้อย่างไร : .... อย่ารักแบบ หัวปักหัวป่ำ
เป็นตัวของตัวเองบ้าง แต่อยากให้เห็นแก่ตัวเองทั้งหมด
รู้จักแบ่งปัน และ อย่าเอาเปรียบ
พยายามเข้าใจกันและกัน มากกว่าที่จะบอกว่า ตัวเองต้องการอะไร
ถึงจะเจ็บ ก็เจ็บ แต่อย่าเอาความเจ็บนั้น ติดตัวเสมอไป

To My Friends Who Are............POSSESSIVE
It breaks your heart to see the one you love happy with someone else but it's more painful to know that the one you love is unhappy with you.

สำหรับ ใครที่...... "มีคนหลงรักอยู่"
เค้าบอกว่า... มันเจ็บปวดที่เห็นคนที่เรารัก ไปมีความรักกับคนอื่น
แต่มันจะเจ็บปวดยิ่งกว่า ถ้าคนที่เรารัก ไม่มีความสุขเมื่ออยู่กับคุณ

To My Friends Who Are............ AFRAID TO CONFESS
Love hurts when you break up with someone. It hurts even more when someone breaks up with you. But love hurts the most when the person you love has no idea how you feel.

สำหรับ ใครที่...... "กลัวต่อการสารภาพ (รัก)"
ความรักมันเจ็บปวด ถ้าคุณต้องไปบอกเลิกกับใครสักคน
แต่มันจะเจ็บยิ่งกว่า ถ้ามีคนมาบอกเลิกกับคุณ
แต่มันจะเจ็บสุด ๆ (the best) ถ้าคนที่คุณรัก เค้าไม่รู้เลย
ว่า คุณรักเค้าแค่ไหน ?????





To My Friends Who Are............ STILL HOLDING ON
A sad thing about life is when you meet someone and fall in love
only to find out in the end that it was never meant to be and that you have wasted years on someone who wasn't worth it. If he isn't worth it now he's not going to be worth it a year or 10 years from now. Let go.....

สำหรับ ใคร ๆ ที่ยัง......."คบ ๆ กันอยู่"
เค้าบอกว่า.. สิ่งที่เสียใจในชีวิต ก็คือ การที่เราพบใครสักคน
ที่เรารัก และ คบกันไปจนถึงวันสิ้นสุด ความสัมพันธ์ของคุณทั้งสอง.....
คุณเสียเวลาไปเป็นปี ๆ ให้กับคนที่คนที่เค้า ยังไม่ใช่คน ๆ นั้น
สำหรับคุณ แต่ถ้าเค้าคนนั้นของคุณ ไม่ใช่คนที่ใช่เลย แล้วล่ะก็ คุณจะมาเสียเวลา
เป็นปี ๆ ให้เค้าทำไม... สู้เลิกกัน เสียแต่ตอนนี้ดีกว่า.....

TO ALL MY FRIENDS.......
My wish for you is a man/women who's love is honest, strong,
mature, never-changing, uplifting, protective, encouraging, rewarding and unselfish

เฮ้อ.... อันสุดท้าย.....
สำหรับ เพื่อน ๆ ทุก ๆ คน.......
เค้าบอกว่า.... ฉันปรารถนาให้ทุก ๆ คนที่มีความรัก
จง ซื่อสัตย์ เข็มแข็ง อย่าอ่อนไหว อย่าโลเล อย่าเห็นแก่ตัว
ให้ความรักของคุณเจริญเติบโตมากขึ้น ๆ ให้ความฝันความหวัง
และให้รางวัลชีวิตแด่กันและกัน
เท่านี้ รักของคุณก็ยิ่งใหญ่
และเป็นรักแท้ที่คุณใฝ่ฝันมานาน..........

ของขวัญจาก เวลา....



เราทุกคนมีธนาคารเหมือนกัน ธนาคารแห่งนี้ชื่อว่า “เวลา” มันเข้าบัญชีให้คุณทุก ๆ 86,400 วินาที ทุกคืนมันจะถูกล้างบัญชี ถือว่าขาดทุนตามจำนวนที่คุณพลาดโอกาสที่จะลงทุนในสิ่งดี ๆ มันไม่สะสมยอคงเหลือ ไม่ให้เบิกเกินบัญชี ในแต่ละวัน จะเปิดบัญชีใหม่ให้คุณ ทุกค่ำคืน จะลบยอดคงเหลือของทั้งวันหมดออก ถ้าคุณเสียโอกาสที่จะใช้ระหว่างวัน ผลขาดทุนเป็นของคุณ ไม่สามารถถอยหลังกลับไปได้ ไม่มีการถอนของ “วันพรุ่งนี้” มาใช้ได้ คุณต้องมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ด้วยยอดเงินฝากของวันนี้ ให้ลงทุนจากเงินฝากเหล่านี้ เพื่อผลตอบแทนมาสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อสุขภาพ ความสุข และความสำเร็จ
นาฬิกากำลังเดิน ......... ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

จะรู้คุณค่าของเวลา 1 ปี ให้ไปถามนักเรียนที่สอบตกต้องซ้ำชั้น
จะรู้คุณค่าของเวลา 1 เดือน ให้ไปถามคุณแม่ที่คลอดลูกก่อนกำหนด
จะรู้คุณค่าของเวลา 1 สัปดาห์ ให้ไปถามนักเขียนหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
จะรู้คุณค่าของเวลา 1 ชั่วโมง ให้ไปถามคนรักที่กำลังรอตามนัดหมาย
จะรู้คุณค่าของเวลา 1 นาที ให้ไปถามคนที่เพิ่งพลาดขบวนรถไฟ
จะรู้คุณค่าของเวลา 1 วินาที ให้ไปถามคนที่รอดหวุดหวิดจากอุบัติเหตุ
จะรู้คุณค่าของเวลา เสี้ยววินาที ให้ไปถามคนที่เพิ่งชนะได้รางวัลเหรียญ

ทองโอลิมปิก ทำทุกขณะที่คุณมี ให้มีค่า และทำให้คุณค่ามากขึ้นไปอีก เพราะคุณใช้มันร่วมกับคนพิเศษบางคนให้พิเศษเพียงพอที่จะใช้เวลาของคุณ และจำไว้เสมอว่าเวลาไม่คอยใครแม้สักคนเดียว เมื่อวานเป็นอดีต พรุ่งนี้ยากที่จะอธิบาย วันนี้เป็นของขวัญนั่นไง มันถึงจะถูกเรียกว่า “PRESENT”

ไปรษณีย์ดาว......




เนื้อเพลงไปรษณีย์ดาว
ไม้เมือง


ไปรษณีย์ดาวบรรทุกหีบห่อความรักของใครไว้บ้าง
ก่อนออกเดินทางข้ามฟ้าเวลาพลบค่ำสู่วันพรุ่งนี้
ฉันอยากจะขอฝากของที่ห่อด้วยหัวใจทั้งดวงหนึ่ง
ที่มีไปถึงคนที่ออกเดินทางตามฝันคนนั้นได้ไหม

ฝากดาวรับความคิดถึงเป็นอีกหนึ่งผู้โดยสาร
ไปบอกเขาว่ายังมีฉันคนนี้ห่วงใย
ห่างกันไกลสุดโค้งฟ้าส่งสายตาไปมองไม่ไหว
ได้แต่เก็บรักใส่ซองหัวใจฝากดาวส่งให้คนดี

ไปรษณีย์ดาวบรรทุกหีบห่อความรักของใครไว้บ้าง
ก่อนออกเดินทางข้ามฟ้าเวลาพลบค่ำสู่วันพรุ่งนี้
ฉันอยากจะขอฝากของที่ห่อด้วยหัวใจทั้งดวงหนึ่ง
ที่มีไปถึงคนที่ออกเดินทางตามฝันคนนั้นได้ไหม

หากคืนนี้เขาเหนื่อยล้าฝากดาวพารอยยิ้มจากฉัน
เผื่อเขามองดาวดวงเดียวกันได้มีแรงใจ
หากแม้นว่ากำลังเหงามีแค่เงาอยู่เคียงข้างกาย
ฝากอ้อมแขนแห่งรักนี้ไปโอบกอดหัวใจเขาด้วยนะดาว





26 พ.ค. 2554

ฝนตกที่หน้าต่าง....




วันนี้ฝนตก ไหลลงที่หน้าต่าง เธอคิดถึงฉันบ้าง ไหมหนอเธอ
เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว สองเรายังได้เจอ เธอส่งยิ้มมา

นั่งอยู่คนเดียว เหลียวมองที่หน้าต่าง หากมีเธอข้างๆ ก็คงจะสุขใจ
เธอคงไม่รู้ ว่าฉันเองยังไม่มีใคร หากเป็นเธอก็คงเข้าที

เธออาจจะมีใครคนนั้นที่แสนดี ส่วนฉันคนนี้ก็คงจะเศร้าใจ
เธออาจจะมีแฟนแล้วก็เป็นได้ ก็ยังสงสัย ยังอยากจะรู้

หวังแค่เพียงเธอมีใจให้ซักหน่อย เฝ้าแต่รอคอยเพียงเธอบอกรักมา
สุขใจยิ่งนัก ที่ฉันได้เพียงแค่มองตากับเธอ ก็สุขสุดหัวใจ

เธออาจจะมีใครคนนั้นที่แสนดี ส่วนฉันคนนี้ก็คงจะเศร้าใจ
เธออาจจะมีแฟนแล้วก็เป็นได้ ก็ยังสงสัย ยังอยากจะรู้

หวังแค่เพียงเธอมีใจให้ซักหน่อย เฝ้าแต่รอคอยเพียงเธอบอกรักมา
สุขใจยิ่งนัก ที่ฉันได้เพียงแค่มองตากับเธอ ก็สุขสุดหัวใจ

ก็สุขสุดหัวใจ

สักวันหนึ่ง....



ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ที่ฉันต้องทนกับทุกสิ่ง
ปิดบังความจริงในใจทุกๆ อย่าง

ทุกครั้งที่เราพบกัน ทุกครั้งที่เธอหันมา
ที่ฉันเฉยๆ รู้มั้ยฉันฝืนแค่ไหน

ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรัก รักเธออยู่
แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจออกไป ให้ใครได้รู้
ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู
หวังเพียงแค่เธอรู้ สักวันหนึ่ง…

ทั้งทีฉันก็รัก ทั้งที่ฉันก็รู้สึก
แต่ส่วนลึกข้างในยังไม่กล้า

ทุกครั้งที่เราพบกัน ทุกครั้งที่เธอหันมา
ที่ฉันเฉยๆ รู้มั้ยฉันฝืนแค่ไหน

ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรัก รักเธออยู่
แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจออกไป ให้ใครได้รู้
ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู
หวังเพียงแค่เธอรู้ สักวันหนึ่ง…

ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรัก รักเธออยู่
แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจออกไป ให้ใครได้รู้
ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู
และหวังเพียงเธอจะรู้ ว่าคนคนนี้รักเธออยู่
ยังไงขอให้เธอรู้ สักวันหนึ่ง…

คิดถึง - ข้ามเวลามาหารัก...



หลับตาลงยังรู้สึก
ท่ามกลางความอ้างว้างในหัวใจ
ค่ำคืนยาวนาน กับความเดียวดาย
และลมหายใจที่ว่างเปล่า

อยากให้เธอได้สัมผัส
กับความห่วงใยที่มีให้เธอ
ได้ยินเสียงของพระจันทร์
จะกล่อมเธอฝันดี
ให้เธอได้รู้ตลอดไป

ว่าทุกเวลา ที่เราห่างกันแสนไกล
ยังมีอีกคำในหัวใจ ที่จะบอกเธอ
ให้เธอได้รู้และเข้าใจ ว่าคิดถึงเธอ
เมื่อเราห่างกันแสนไกล
มีคำหนึ่งคำจะพูดไป ให้เธอได้รู้
จะแทนความหมายความห่วงใย
ฉันคิดถึงเธอ

อยากให้เธอได้สัมผัส
กับความห่วงใยที่มีให้เธอ
ได้ยินเสียงของพระจันทร์
จะกล่อมเธอฝันดี
ให้เธอได้รู้ตลอดไป

ว่าทุกเวลา ที่เราห่างกันแสนไกล
ยังมีอีกคำในหัวใจ ที่จะบอกเธอ
ให้เธอได้รู้และเข้าใจ ว่าคิดถึงเธอ
เมื่อเราห่างกันแสนไกล
มีคำหนึ่งคำจะพูดไป ให้เธอได้รู้
จะแทนความหมายความห่วงใย
ฉันคิดถึงเธอ ฉันมีเพียงเธอ

ทุ้มอยู่ในใจ........



นี่คือทำนองแห่งความหลังระหว่างเรา
ได้ยินเมื่อไรยิ่งนึกถึงวันเก่า
เนิ่นนานแค่ไหน
แต่เพลงนี้ของเรายังทุ้มอยู่ในใจ

เพลงแห่งความรักที่เธอร้องเป็นอย่างไร
วันที่เงียบเหงา
เธอจะคิดถึงเพลงของใคร
ตั้งแต่จากกัน
วันนี้เธอเป็นไงฉันอยากจะรู้

เมื่อนาฬิกามันไม่เคยขี้เกียจ..เดิน
และวันเวลาทำให้ทุกๆสิ่งเปลี่ยนไป
แต่ความทรงจำดีๆทุกอย่างยังคง…เก็บไว้

ยังคงมีแต่เธอ
เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
ยังมีแต่เธอ
เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไป
ยิ่งเวลาอ้างว้างทีไร ในใจก็ยิ่งโหยหา
ยังคงมีบทเพลง ของเราเมื่อวันวาน
ได้ยินเมื่อไร หัวใจยังเป็นอย่างนี้
ให้เวลามันหมุนไปนานเป็นปี
แต่เพลงนี้ยังทุ้มในใจ

วันที่ความฝันมันไม่เห็นเป็นอย่างใจ
กระเจิดกระเจิง ผิดๆเพี้ยนๆกันไปใหญ่
เพียงแต่อย่างน้อย
ฉันก็ยังชื่นใจที่เคยมีเธอ

ก็นาฬิกามันไม่เคยขี้เกียจ..เดิน
และวันเวลาทำให้ทุกๆสิ่งเปลี่ยนไป
แต่ความทรงจำดีๆทุกอย่างยังคง…เก็บไว้

ยังคงมีแต่เธอ
เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
ยังมีแต่เธอ
เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไป
ยิ่งเวลาอ้างว้างทีไร ในใจก็ยิ่งโหยหา
ยังคงมีบทเพลง ของเราเมื่อวันวาน
ได้ยินเมื่อไร หัวใจยังเป็นอย่างนี้
ให้เวลามันหมุนไปนานเป็นปี
แต่เพลงนี้ยังทุ้มในใจ

ยังคงมีแต่เธอ
เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
มีแต่เธอ เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไป
ยิ่งเวลาอ้างว้างทีไร ในใจก็ยิ่งโหยหา
ยังคงมีบทเพลง ของเราเมื่อวันวาน
ได้ยินเมื่อไร หัวใจยังเป็นอย่างนี้
ให้เวลามันหมุนไปนานเป็นปี
แต่เพลงนี้ยังทุ้มในใจ

ต่อให้เราไม่พบไม่เจอเป็นปี
เพลงนี้ยังทุ้มในใจ

เธอคือของขวัญ...



หากเธอเป็นภูเขา ฉันจะเป็นต้นไม้
โอบกอดเธอเอาไว้ ไม่ให้เธอเหน็บหนาว
หากเธอเป็นท้องฟ้า ฉันจะเป็นเมฆสีขาว
โอบกอดเธอไม่ให้เธอเหงาและเดียวดาย

ถ้าเธอเป็นรถยนต์ ท้องถนนก็คือฉัน
หากเธอเป็นพระจันทร์ แน่นอนฉันต้องเป็นดาว
จะอยู่เคียงข้างเธอ ไม่ให้เธอเหน็บหนาว
แม้ในคราวทุกข์ใจจะอยู่ใกล้ๆ เธอ

ก็เพราะว่าเธอ คือของขวัญที่สวรรค์ให้มา
ฉันจะเก็บรักษามันเอาไว้ให้นาน
จะไม่ให้ใครทำร้ายเธอ ถ้าฉันยังยืนอยู่ตรงนี้
จะรักเธอทั้งหมดใจที่มี Baby I love you
Baby I love you

ถ้าเธอเป็นรถยนต์ ท้องถนนก็คือฉัน
หากเธอเป็นพระจันทร์ แน่นอนฉันต้องเป็นดาว
จะอยู่เคียงข้างเธอ ไม่ให้เธอเหน็บหนาว
แม้ในคราวทุกข์ใจจะอยู่ใกล้ๆ เธอ

ก็เพราะว่าเธอ คือของขวัญที่สวรรค์ให้มา
ฉันจะเก็บรักษามันเอาไว้ให้นาน
จะไม่ให้ใครทำร้ายเธอ ถ้าฉันยังยืนอยู่ตรงนี้
จะรักเธอทั้งหมดใจที่มี Baby I love you
Baby I love you, Baby I love you

จะไม่ให้ใครทำร้ายเธอ เพราะฉันยังยืนอยู่ตรงนี้
จะรักเธอทั้งหมดใจที่ฉันมี Baby I love you

25 พ.ค. 2554

เวลาในขวดแก้ว





เคยคิดไหมทำไมคนเราต้องร้องไห้ ทำไมต้องเสียใจกับสิ่งที่แล้วมา
เคยคิดไหมทำไมคนเราต้องเสียน้ำตา วันที่เลยมากับเวลาที่เสียไป

ทุกๆความเจ็บฝังเป็นตะกอนแห่งความหลัง ไร้หนทางจะเปลี่ยนอะไร

ไม่มีใครที่จะย้อนเวลาคืนกลับมาเพื่อจะแก้ไข ทุกเรื่องราวที่เคยผิดไป
ไม่มีใครจะฉุดรั้งเวลามันผ่านมาเพื่อจะผ่านไป แต่ชีวิตคนยังมีให้ก้าวไป
เก็บความเจ็บไว้ในกาลเวลา

เคยคิดไหมทำไมคนเราต้องร้องไห้ ทำไมต้องเสียใจกับสิ่งที่พ้นไป
เคยคิดไหมทำไมเราจึงพึ่งรู้ได้ ในวันที่สายไปเมื่อเวลาเดินล่วงเลย

ทุกๆความเจ็บฝังเป็นตะกอนแห่งความหลัง ไร้หนทางจะเปลี่ยนอะไร

ไม่มีใครที่จะย้อนเวลาคืนกลับมาเพื่อจะแก้ไข ทุกเรื่องราวที่เคยผิดไป
ไม่มีใครจะฉุดรั้งเวลามันผ่านมาเพื่อจะผ่านไป แต่ชีวิตคนยังมีให้ก้าวไป
เก็บความเจ็บไว้ในกาลเวลา

ไม่มีใครที่จะย้อนเวลาคืนกลับมาเพื่อจะแก้ไข ทุกเรื่องราวที่เคยผิดไป
ไม่มีใครจะฉุดรั้งเวลามันผ่านมาเพื่อจะผ่านไป แต่ชีวิตคนยังมีให้ก้าวไป
เก็บความเจ็บไว้ในกาลเวลา


23 พ.ค. 2554

ใบลาออกจากความทุกข์....

ขอให้อ่านจากภาพล่างสุด ขึ้นมาตาม ภาพข้างบนนะคะ








สูตรของความสุข..ล้วน ๆ



สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่ กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้

๑. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัว เองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขา มีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
๒. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับ เรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลก ในแง่ร้าย , ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
๓. อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้ ...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
๔.. อย่าเอา จริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขา ไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
๕. อย่า เสียเวลา และพลังงานอันมีค่าของคุณ กับ เรื่องหยุมหยิม หรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณ ผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
๖. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอน หลับ
๗. ความ รู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
๘. ลืมเรื่อง ขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามี หรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร... จงอย่าเกลียดคนอื่น
๑๐.ประกาศ สงบศึกกับอดีตให้สิ้น , จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
๑๒.จงเข้าใจเสียว่า ชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียน รู้ และ ปัญหาเป็น เพียง ส่วนหนึ่งของหลักสูตร ซึ่งมาแล้วก็หาย ไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรีย?รู้นั้นอยู่กับคุณตลอด ชีวิต
๑๓. จง ยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
๑๔. คุณ ไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถก เถียงกับคนอื่น หรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกัน ได้...

เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
แล้ว เราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ ?

๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ
๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่ เรื่องของคุณสัก หน่อย
๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ

ดังนั้น , อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็น อันขาด
และ ถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้ , ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้

๑. ทำสิ่งที่ควรทำ
๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ , ไม่สวย , ไม่น่ารื่นรมย์ , จงทิ้ง ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม ?
๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้
๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด , เดี๋ยว มันก็เปลี่ยน
๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน , จงลุก จากเตียง , แต่ง ตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน ด้วย... get up, dress up and show up.
๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้ , อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ...ดังนั้น , ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า


ขอบคุณข้อมูล : Teenee.com

22 พ.ค. 2554

ไข่เจียวดอกไม้




อีกหนึ่งเมนูอาหารที่วันนี้ขอนำเสนอ เมนูคิดว่าทำไม่ยากเลยคะคุณ มา มา ลองลงมือทำอาหารกัน...


ไข่เจียวดอกไม้


ส่วนผสม
ไข่เป็ด หรือไข่ไก่ 3 ฟอง
ดอกไม้รับประทานได้ตามชอบ เช่น อัญชัน พวงชมพู โสน ดอกเข็ม ดอกคูน คละกัน 2 ถ้วย
น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับเจียวไข่ 1/2 ถ้วย

วิธีทำ
ตีไข่ให้เข้ากัน ใส่ดอกไม้ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา คนพอเข้ากันพักไว้
ใส่น้ำมันลงกระทะ ตั้งไฟจนร้อน เทส่วนผสมในข้อหนึ่งลงไป ใช้ตะหลิวเกลี่ยดอกไม้ให้กระจายทั่วแผ่นไข่ รอจนด้านล่างสุกดี จึงพลิกไข่เจียว จากนั้นค่อย ๆ ยกกระทะรินน้ำมันออกจนหมด โดยให้ไข่ยังอยู่ในกระทะ ลดไฟให้อ่อนลง เพื่อให้ผิวไข่กรอบ กลับไข่อีกครั้ง เพื่อให้ผิวไข่เจียวกรอบทั้งสองด้าน ตักขึ้นแล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม จัดใส่จาน

ว้าว... น่าอร่อยใช่ไหมคะ มาหม่ำข้าวด้วยกันเลยนะคะ อิอิอิ

ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน.....





สิ่งที่ต้องเตรียม

ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ตัดเป็นชิ้นขนาด 2 x 3 นิ้ว 10 แผ่น
ผักไฮโดรโพนิกส์และไควาเระ น้ำหนักรวม 150 กรัม
ใบสะระแหน่ 20 กรัม
แตงร้านหั่นเป็นเส้น 100 กรัม
เนื้อหมูต้มสุกหั่นเป็นเส้น 200 กรัม
กุ้งสดปอกเปลือกลวกสุก 100 กรัม
แครอทซอยเป็นเส้น 100 กรัม
ใบโหระพา 50 กรัม


วิธีทำ
- วางผักไฮโดรโพนิกส์ ไควาเระ ใบสะระแหน่ แตงร้าน เนื้อหมู กุ้งลวก แครอทและใบโหระพาลงบนแผ่นก๋วยเตี๋ยว ม้วนเป็นทรงกรวยให้สวยงาม รับประทานคู่กับน้ำจิ้ม



สิ่งที่ต้องเตรียม (สำหรับการทำน้ำจิ้ม)

พริกขี้หนูสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำพริกเผา (ฟงเว่ยเต้าฉื่อ) ตราแม่บุญธรรม 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ
- ผสมพริกขี้หนู กระเทียม น้ำพริกเผา (ฟงเว่ยเต้าฉื่อ) ตราแม่บุญธรรม น้ำตาลทรายและน้ำมะนาว คนผสมให้เข้ากัน เตรียมไว้




มาหม่ำให้อร่อยกันไปเลย อาหารจานโปรดของฉันละ............................

ขอบคุณข้อมูลจาก Teenee.com

ตำนาน "วันสิ้นโลก" คุณเชื่อหรือไหม..



เราคงเคยได้ยินคำทำนายเรื่องวันสิ้นโลกกันใช่ป่ะ อืมก็มีหลายคำพยากร แต่ก็มีคำพยากรจากโลกอดีตในช่วงเวลายาวนานมาแล้วแต่ก็สามารถกล่าวได้ว่าใกล้เคียงกับเหตุการณ์จริงจริงหรือปรากฎการณ์ที่โลกกำลังเผชิญ ชนเผ่าที่มำนายนี้ก็คือชนเผ่ามายันซึ่งก็ได้พยากรณ์เรื่องของ "วันครบอายุขัยของโลก" เอาไว้อย่างใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้อย่างมาก

นักโบราณคดีได้ค้นพบอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของชาว มายัน ซึ่งมีอยู่ในแถบทั่วไปของอเมริกากลาง มีการค้นพบสิ่งก่อสร้างโบราณที่ลักษณะคล้ายอาคารวงกลมคล้ายกับหอดูดาวของโลกปัจจุบัน จึงสันนิษฐานว่า มายันน่าจะใช้สถานที่นี้เป็นการสังเกตวงโคจรของดาวต่างๆบนท้องฟ้าซึ่งจากปฏิทินของชาวมายันนี้เองทำให้นัดดาราศาสตร์ ทึ่งในความสามารถของชาวมายัน ในการกำหนดรอบวงโคจรของดาวต่างไท้งนอกและในระบบสุริยะได้อย่างแม่นยำ และสามารถคำนวนได้ละเอียดมากซึ่งปฏิทินของชาวมายันนี้ก็ยังสามารถนำมาอ้างอิงได้ในโลกปัจจุบัน


นอกจากนี้แล้ว ความเชื่อแต่โบรานของชาว มายัน หลายเรื่องก็ยังค่อนข้างจะเป็นที่ยอมรับในวงการวิทยาศาสตรืสมัยใหม่ โดยเฉพาะอยางยิ่ง แล้วในด้านคณิตศาสตร์ ที่พบว่าวิธีการคำนวนเลขของชาวมายัน นั้นละเอียดแม่นยำกว่าระบบใดใดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสมัยนั้นอีก แม้แต่ระบบตัววเลขของโรมันที่เป็นที่ยอมรัยก็ยังไม่ละเอียดเท่า


ปฏิทินของชาวมายันจะใช้วิธีคิดคำนวนด้วยกันหลายวิธี แต่จะมีที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงมากที่สุด คือ ปฏิทินที่เรียกว่า Long Count ชาวมายัน

นับเวลาเดิน 1 คิน (วัน) โดยคำนวนจากช่วงเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตกเหมือนปกติแต่วิธีกำหนดวัน เดือน ปี จะต่างไปจากปฏิทินสากลที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ คือ กำหนดให้จำนวน 20 คิน(วัน) เป็น 1 อุยนาล (เดือน) 18 อุยนาล เป็น 1 ตุน (ปี) 20 ตุนเป็น 1 คาตุน 20 คาตุน เป็น 1 บาคตุน และ 13 บาคตุน ก็จะเป็นรอบ 1 "ยุคสมัย" (ปฏิทินมายันนี้ก็คำนวนเวลาใน 1 ปีได้เท่ากับโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบเหมือนกัน แต่ 1 ปั ของชาวมายัน จะมี 360 วัน ซึ่งเป้นค่าเฉลี่ยระหว่างปฏิทินสากลหรือแบบสุริยคติ(365) กับแบบ จันทรคติ (354)ที่นับตามวงโคจรของดวงจันทร์ที่คนโบรานนิยมใช้) นอกจากกำหนดหน่วยเป็นปีแล้วยังกำหนดหน่วยที่มากกว่าปีเอาไว้ด้วย แล้วที่สำคัญสามารถกำหนดหน่อยเป็นยุคสมัยอีกด้วยซึ่ง 1 รอบยุคสมัยนั้นจะมี 13 บาคตุน คิดเป้นวันก็จะเท่ากับ 1,872,000 วันหรือประมาน 5,000 ปีตามปฏิทินสากลเท่ากับทุกๆ 5000 ปีชาวมายันจะผลัดเปลี่ยนยุคสมัยกันครั้งนึง


เกริ่นมานานก็เข้าประเด็นตรงคำว่ายุคสมัย ที่เป็นประเด็นถกเถียงกัน นักโบรานคดีเคยมีความเข้าใจว่า 1 รอบยุคสมัย ก็น่าจะคล้ายกับการครบ 1 ศตวรรษ หรือ 1 สหัสวรรษ

อย่างเช่นปฏิทินสากลใช้อย่างปัจจุบัน แต่จากการวิเคราะห์ต่อมาได้วิเคราะห์จากความเชื่อของชาวมายัน เรื่องหนึ่งในบันทึกโบรานที่กล่าวว่า "เมื่อครบ 1 รอบยุคสมัยแล้วเทพเจ้าจะเสด็จลงมา" จึงได้มีการเปลี่ยนทิศทางในการศึกษกนใหม่ว่ายุคสมัยของชาวมายัญน่าจะมีมากกว่า ศตวรรษ หรือ สหัสวรรษ ซึ่งการศึกษาจากหลักฐานซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ ชาวมายันทั่วไปนับถือคือ "โปโปล วู"(Popol Vuh) ทีบันทึกตำนานการสร้างดลกของเทพเจ้าของชาว มายัน เอาไว้เกี่ยวกับอายุขัยของยุคแต่ละยุคว่า โลกนี้เคยเกิดขึ้น เป็นอยู่ แล้วแตกดับ ผ่านยุคสมัยต่างๆมาแล้วหลายยุคหลายสมัยและจะผลัดเปลี่ยนเช่นนี้ตลอดไป แต่สิ่งที่บันทึกบอกกล่าวไว้ไม่ได้มีเท่านี้ก็คือ การมีคำกล่าวเอาไว้ว่าก่อนจะครบรอบการผลัดเปลี่ยนยุคต่างๆนั้น จะมีสัญญาญของเหตุการณืต่างๆเกิดขึ้นเช่น การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุใหญ่ ไฟไหม้ใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ แล้วในที่สุด"วันสิ้นยุค"ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งในวันสิ้นยุคนั้นก็จะเกิดปรากฏการณ์ไฟลุกโชติช่วงขึ้นครั้งใหญ่ไปทุกหนแห่ง เพื่อกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้หมดสิ้น เป็นการล้างยุคสมัยเก่าลง หลังจากนั้นยุคสมัยใหม่ก็จะเกิดขึ้น แล้วทุกอย่างก็จะเกิดขึ้นใหม่


ในคัมภีร์ โปโปล วู กล่าวถึงตำนานการสร้างและทำลายโลกของเทพเจ้าที่กำหนดอายุขัยของยุคต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมานั้นพระเจ้าได้สร้างโลกขึ้นมา 3 ครั้งแล้ว แล้วยุคปัจจุบันก็คือยุคที่ 4 ซึ่งยุคที่ 4 นี้หากยึดตามปฏิทินสากลที่ใช้กันก็จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม ปี 3114 ก่อนคริสกาล และจะไปสิ้นสุดเอาในวันที่ 23 ธันวาคม 2012 ก้จะถอว่าเป้นวันสิ้นสุดของยุคที่ 4 แล้วจะผลัดเปลี่ยนเข้าสู่ยุคที่ 5 ซึ่งหมายความว่าวันที่ 23 ธันวาคม 2012 จะเป้นวัน "สิ้นโลก" ไปหรือ อย่างไร?


แต่เดิมเรื่องการพยากรนี้ก็ยังไม่ได้รับความสนใจมากนักจนกระทั่งเมื่อดลกก้าวผ่านเหตุการณ์ต่างๆมาจนกระทั่งใกล้ถึงวันที่กำหนดไว้ในปฏิทิน (23 ธันวาคม 2012 ) และปรากฏการ์ณ ธรรมชาติต่างๆที่ถี่และบ่อยขึ้น ประกอบกับการที่โลกประสบกับสภาวะโลกร้อน ที่เป้นอยู่ปัจจุบัน ก็ยิ่งทำให้หลายๆคนหันมาสนใจคำพยากรณ์นี้มากขึ้น ยิ่งตรงคำที่ว่า


"ก่อนจะครบรอบการผลัดเปลี่ยนยุคต่างๆนั้น จะมีสัญญาญของเหตุการณืต่างๆเกิดขึ้นเช่น การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุใหญ่ ไฟไหม้ใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ แล้วในที่สุด"วันสิ้นยุค"ก็จะเกิดขึ้น " จึงทำให้ใครๆเริ่มนำความเชื่อของชาวมายัน มาคิดว่าหรือสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันจะเป็นไปตามคำทำนายของ ชาวมายัน แล้วถ้าเป็นจริง วันที 23 ธันวาคม 2012 อะไรจะเกิดขึ้น?


ซึ่งจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาเหตุผลและปัจจัยที่นำมาสู่สิ่งบ่งบอกเหตุการณ์ต่างๆตามตวามเชื่อของชาวมายัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการกำหนดปี 2012 ไว้ว่าเป้นวันสิ้นสุดของยุค หรือวันสิ้นดลกของยุคนี้ โดยนักวิจัยด้านคอมพิวเตอร์ นักธรณีวิทยา นักดาราศาสตร์ กลุ่มที่ร่วมกันศึกษาเรื่องนี้พบว่า ในช่วงปี 2012 โลกจะเกิดปรากฏการณ์ การพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กโลก
(Magnetic Reversal) เกิดขึ้นปรากฏการณ์นี้ก็คือการที่ขั้วแม่เหล็กโลกพลิกกลับจากขั้วฌหนือเป็นขั้วใต้ ซึ่งสนามแม่เหล็กโลกนี้แต่เดิมก็ไม่ได้อยู่ตายตัวมันจะพลิกกลับกันเช่นนี้ตลอดเวลา มันก็มีช่วงเวลาการพลิกกลับของมันเอง โดยการพลิกกลับขั้วครั้งล่าสุดเกิดเมื่อประมาณ 3 หมื่นปีก่อนนี้เอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่าการกลับขั้วแม่เหล็กโลกในแต่ละครั้งนั้นจะส่งผลให้เกิความแปรปรวนขึ้นได้ ซึ่งจะตามมาด้วยการเกิดการผ่าเหล่าของสิ่งมีชีวิตบางสายพันธ์ บางสายพันธ์อาจสุญพันธ์ลงที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสนามแม่เหล็ก โลกจะเกิดการแปรปรวนระหว่างที่เกิดการสลับขั้วนี้สนามแม่เหล็กที่เคยเป้นเกราะกำบังรังสีคอสมิค จากดวงอาทิตย์โดยตรง จะทำงานไม่มีประสิทธิภาพในช่วงเวลานั้นทำให้ไม่สามารถสะท้อนรังสีคอสมิคหรือเบี่ยงเบนทิศทางมันอย่างได้ผล รังสีนี้ก็จะตกสู่พื้นโลกโดยตรงซึ่งส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนผิวโลก และยังมีอีก 1 ข้อมูลว่าในช่วงปี 2012 นี้ยังมีปรากฏการณ์ที่จุดดับของดวงอาทิตย์ครบวงรอบ 11 ปีอีกด้วย ซึ่งถ้าทั้ง 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกันพอดีในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งก็จะส่งผลอย่างมากมายอย่างที่ไม่อาจะคิดได้


แต่เรื่องนี้ก็มีความคิดแยกเป็น 2 ทางทางนึงคือทางฝายรัฐซึ่ง NASA ได้ออกมาแสดงความคิดปรามการตื่นตระหนกว่า ต่อให้แม่เหล็กโลกอ่อนแรงลงจนสุญเสียการป้องกันจากรังสีคอสมิค รังสีคอสมิคก็จะส่งผลร้ายแรงแค่ทำให้ รบกวนต่อการสื่อสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคต่างๆเท่านั้น แต่จากการคำนวนของกลุ่มนักวิทยาศสาตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้ และทดลองสร้างแบบจำลองดว้ยคอมพิวเตอร์ ก็แย้งว่า ไม่เพียงแค่รบกวนการสื่อสารเท่านั้น สัตว์ต่างๆจะเกิดความสับสนขึ้นอย่างแน่นอน นกนานาชนิดจะสับสนทางประสาทสัมผัส จะเกิดการหลงทิศทางและหลงฤดูกาล ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆจะเปลี่ยนแปลง เนื่องจากจะเกิดสภาวะอากาศที่แปรปรวน ทำให้เชื้อโรคบางชนิดปรับตัวเอง สิ่งมีชีวิตต่างๆจะกลายพันธ์ หรือผ่าเหล่า โดยรังสีคอสมิคที่เข้าข้นในบางพื้นที่จะเกิดสภาวะของ"มะเร็ง" ก่อตัวขึ้นได้ง่าย


ย้อนไปถึงความเชื่อของชาวมายัน ทุกวันนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ ของชาวมายัน ที่ยังคงมีชีวิตอยู่นั้น ต่างก็ยังถ่ายทอดตำนานสุ่ลูกหลาน แล้วท่ามกลางตำนานเหล่านั้นก็ยังแฝงคติการดำรงชีวิต อยุ่อย่างระวัง

โดยไม่ไปทำลายธรรมชาติ ชาวมายันมีคำสอนลูกหลานถึงธรรมาชาติว่า "เมื่อพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมานั้น พระองค์ได้มอบหมายหน้าที่ให้มนุษย์ผู้มีสติปัญญาเหนือสัตว์ทั้งปวงเป็นผู้ปกป้องดูแลสรรพสัตว์และต้นไม้ต่างๆ ให้ดำรงไปตามชีวิตของมัน มนุษย์ก็คือวงจรธรรมชาติด้วย ซึ่งต้องดำเนินไปตามกฏของธรรมชาตื ต้องล่าเพื่อเป้นอาหาร และต้องปลูกเพื่อชดเชยในสิ่งที่ขาดหาย หากมนุษย์ไม่ทำหน้าที่ผู้ปกป้องให้สมบูรณ์ หรือทการละเมิดกฏของธรรมชาตินี้ วงจรธรรมชาติก็จะเปลี่ยนแปลงจนอาจถึงกาลวิบัติ บัดนั้นท้องฟ้าจะเปลี่ยนสี ดิน น้ำ มหาสมุทรจะลุกเป็นไฟ ทุกหนทุกแห่งจะลุกเป็นไฟสิ่งมีชีวิตจะอยู่ไม่ได้ และจะถึงกาลอวสานของโลกพร้อมกับทุกสรรพชีวิตบนโลก" จะเห็นว่าคำสอนของชาวมายัน เป็น ตรรกแบบวิทยาศาสตร์มาก ซึ่งที่เห็นจริงก็คือ ระบบชีวิต ต่างๆที่ดำเนินไปภายใต้กฏแห่งธรรมชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนห่วงโซ่ที่เกี่ยวร้อยกันแยกกันไม่ออก หากข้อใดข้อหนึ่งขาดช่วง ก็จะทำให้ห่วงโซ่ไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ซึ่งจะส่งผลสู่ ข้อทุกๆข้อห่วงโซ่ที่ห่วงนั้นเกี่ยวร้อยอยู่ ซึ่งผลสุดท้ายก็จะต้องย้อนกลับสู่ตัวเองด้วยนั่นเอง ซึ่งที่เป้นเช่นนี้มันก้มาจากมนุษย์เอง ที่ไม่ทำหน้าที่ปกป้องวงจรธรรมชาติ ในฐานะที่มีภูมิปัญญาเหนือใครในปฐพี แต่กลับใช้ภูมิปัญญาในทางที่ผิด ทำการโกงธรรมชาติ จนธรรมชาติเกิดความระส่ำระส่าย หรือว่า วันแห่งการพิพากษาได้ใกล้เข้ามาแล้วจริง

วันสิ้นโลก...ใกล้เข้ามาแล้วจริงหรือ?

NASA 2012 วันสิ้นโลก ใช้วิรจารณาน ในการอ่าน


ด้วยความสงสัยของผมว่าทำไม 2012 จะมีข่าวลือเกี่ยวกับวันสิ้นโลกมากมายเหลือเกิน
บางแหล่งก็อ้างน้ำท่วมจะเหตุโลกร้อน
บางแหล่งก็อ้างไบเบิ้ลเพราะพระเจ้ากำหนดมา


แต่มีสิ่งที่นึงที่มีทั้งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พร้อม เกี่ยวปรากฎการณ์ที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้
และถ้าเกิดขึ้นก็จบ... ไม่เหมือนกับ LHC ที่กลัวโอกาสว่าจะเกิดหรือเปล่าเท่านั้น


เรื่องนี้คือเรื่อง ดาวปริศานาดวงที่ 12 ของ ระบบสุริยะจักรวาล
ถ้าใครได้พอดูความปี 2002 จะได้ทราบว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ ดาวดวงที่ 12 ขึ้นมาอยู่ในระบบกาแล็คซี่เราดื้อๆ
แต่ความเป็นจริงนักดาราศาสตร์รู้จักดาวนี้มาตั้งแต่ป ี 1982 แล้ว
ซึ่งเป็นข่าวใหญ่โตมากช่วงเดือน พฤษภาคม เพราะผมก็ได้ดูเหมือนกัน
มันคือดาวที่มีชื่อตั้งทางวิทยาศาตร์ว่า นิบิรุ (Nibiru)






และด้วยหลักฐานโบราณวัตถุและนักโบราณคดีได้กล่าวไว้เ นืองๆ ว่า...
สิ่งของที่ไม่สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้เกิดจาก ดาวดวงนี้


แต่สิ่งที่เรารับรู้คือเจอดาวเคราห์ดวงใหม่ แล้วก็จบ...
ทำไมถึงกล่าวอ้างเช่นนั้น?


ิสิ่งที่เราไม่รู้มันคือสิ่งนี้ครับ....


ดาวดวงนี้ทุนเดิมไม่ได้อยู่ในระบบกาแล็คซี่ทางช้างเผ ือกมาแต่เนิ่นๆ อยู่แล้ว
แต่... มีวงโคจรกว้างใหญ่ไพศาลมาก จนมาทับซ้อนลงบนกาแล็คซี่นี้


แปลว่า... ที่นักวิทยาศาสตร์เห็นเพิ่มมาดวงก็แปลว่ามันโคจรเข้า มาใกล้กาแล็คซี่เราสินะ


ถูกครึ่งเดียวครับ ความจริงมันเเข้ามาทับวงโคจรทั้งแถบเลย








(ลักษณะทางกายภาพที่เป็นไปได้ของดาวนิบิรุครับ)


เส้นทางการเดินทางของวงโคจรดาว นิบิรุ เข้ามาทับเส้นเดียวกับโลกเลยครับ
แปลว่า... มันมีสิทธิชนโลกเราอย่างแน่นอน!!!



รูปนี้คือสมมติฐานครับ








รูปนี้คือเส้นวงโคจรของดาวนิบิรุครับ



มันเข้าใกล้มาจริงเร้อ?



เส้นทางวงโคจร ทำให้เรารู้ได้ว่าทางเราส่องดาวบริเวณทิศใต้สุดของดา วโลกเราจะเห็น



แต่ปัจจุบันนี้ ปีนี้สามารถเห็นได้ด้วยเปล่าแล้ว






(เส้นขาวๆ คือลูกศรชี้ตำแหน่งดาวนิบิรุครับ)




และสำหรับคนที่อยากเห็นแต่ไม่มีตังไปออสเตรเลียหรือป ระเทศอะไรที่อยู่ทางใต้ของโลกนะครับ
แนะนำให้ลองใช้โปรแกรม googleSky ดู ท่านจะเห็นเป็นวงแดงๆ อยู่วงเดียวทั้งท้องฟ้า นั่นหละครับ นิบิรุ...


แล้วทำไม? มันเกี่ยวอะไรกับโบราณสถานและวัตถุในอดีตหละ
นักโบราณฯ สันนิษฐานว่า นิบิรุเคยโคจรเข้ามาใกล้ทีนึงแล้วในเมื่อหลายแสนปีก่ อน


แต่มารอบนี้ มาเทียบและทาบวงโคจรของดาวนิบิรุ คาดว่ามีโอกาสที่จะชนกันสูง
หรือแม้เฉียดกันก็เกิดอันตราย


เพราะแกนของดาวมีสนามแม่เหล็กอยู่ อาจจะทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวน เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ
เกิดภาวะน้ำขึ้นกระทันหัน เกิดพายุต่างๆ นา


และเค้าคาดการณ์ไว้แล้วว่า ปี 2012 เราสามารจะเห็นดาวนิบิรุ ใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ได้เลย เพราะมันเข้าใกล้เรามากแล้ว


ข้อมูลอาจจะยังไม่แน่นพอ เพราะ NASA แม่งปิดข่าว แต่นักดาราศาสตร์ออกมาอธิบายเรื่องทฤษฎีความเป็นไปได ้กันอย่างจ้าละหวั่น


ข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันอยู่คือ บางแหล่งบอก ดาวฤกษ์ และ อุกกาบาต เพราะขนาดของมันใหญ่กว่าดาวพฤหัส 2 เท่า!!!
(ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบนี้)

ก็หวังว่าในระยะหลังนี้หลายท่านคงตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่เพิ ่มและรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าถามถึงกระแสในปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นคำว่าโลกร้อน แต่ ยังมีสิ่งหนี่งที่ผมเองสนใจอย่างยิ่ง คือจุดจบของโลกในปี ค.ศ 2012 ซึ่งเริ่มนับถอยหลังเพียงแค่อีก 3ปีเท่านั้น รายละเอียดต่าง ๆ นั้นค้นหาใน google เอานะครับ ซึ่งมีมากมาย ผมขอสรุปตามที่ค้นหามาได้ดังนี้


1.ทางวิทยาศาสตร์ NASA ออกมาบอกว่าสนามแม่เหล็กโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
2.ทางโหราศาสตร์ บ่งบอกว่าจะเกิดการเรียงตัวกันของ โลก กาแล็คซี่ทางช้างเผือก และดวงอาทิตย์
3.ทางโบราณคดี ชาวมายามีปฏิทินถึงเพียงแค่ปี 2012 และระบุวันจุดจบของโลกไว้
4..ทางการทำนาย นอสตราดามุสได้ทำนายไว้กับราศีตีความแล้วสอดคล้องกับ ทางโหราศาสตร์
5.ทาง UFO ผู้ที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้อ้างว่ามนุษย์ต่างดา วได้บอกเค้า(แล้วแต่ความเชื่อ)
6.ทางควไม่ามคิดผมเอง ศาสนาพุทธและคริส ได้ระบุวันจุดจบไว้แล้วในปี พุทธศักราชและคริสศักราช


ว่า จะทางใด ดูจากหลาย ๆ ทางแล้วชี้ไปในปีเดียวกัน ความเชื่อมั่นกับสิ่งที่จะเกิดในปี 2012 นั้นน่าจะมีอะไรเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่ ๆ แต่ที่แน่ ๆ ในปัจจุบันผมมั่นใจว่ามันน่าจะเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยสังเกตุจากผลกระทบจากภัยธรรมชาตินี่เอง เมื่อกลับมามองดูปี 2012 ก็เลยมานั่งพิจรณาดูเล่น ๆ (การนับเลขฐานสิบจะนับศูนย์ถึงเก้า) ถ้าเราตัดเลขสองออกก็จะได้เลขนับ 0->1->2 เมื่อมาดูเป็นปี พ.ศ. มันเป็นปี 2555 (เลยสวยมาก) ถ้าเราตัดเลขสองออกเช่นกัน จะได้เลข 5 เรียงตัวกัน 3 ตัวผมขอโยงไปเรื่องโหราศาตร์ที่จะมี โลก กาแล็คซี่ และดวงอาทิตย์ ที่จะเกิดการเรียงตัวกัน ผลลัพธ์นั้นคงบอกไม่ได้ อาจเกิดผลกระทบรุนแรงต่อโลกหรืออาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ ้นเลยก็ได้ เพราะสิ่งที่เราไม่รู้นั้นยังมีอีกมากมายทั้งในอวกาศ และจักรวาล



ถ้า มีการเปลี่ยนแปลงและภัยพิบัติต่าง ๆ เกิดขึ้นจริงและอย่างรุนแรง ผมคงไม่ขอสาธยายไว้ ณ ที่นี้นะครับ เพราะจะเขียนยังไงก็ได้ ทำให้เกิดความกลัวและตื่นตูมไปเสียปล่าว เวลาเหลืออีกเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น ก็มาลุ้นกันแล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นจริงไหม ?


สำหรับ ผมแล้ว(พวกคิดไม่เหมือนคนอื่น) คงเลือกที่จะศึกษาค้นคว้าเพื่อเอาตัวรอดต่อไป ไม่ว่าจะทำสถานีตรวจวัดอากาศ งานด้านพลังงาน งานด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ฯลฯ จะเอาความรู้ที่ได้ศึกษาไว้มาปรับใช้เพื่อป กป้องและป้องกันภัยให้กับตัวเองและคนอื่น ๆ

และนี้ก็คือสิ่งที่จะบอกบ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงสาเห ตุน้ำท่วมประเทศไทย

-------------------------------------------------------------------------------------

การ ทำนายนั้นอยู่คู่กับสังคมของเรามานาน โดยเฉพาะการทำนายธรรมชาติ เช่นการดูสีของท้องฟ้า ก้อนเมฆ สายลม ดวงดาว แม้กระทั่งการมองเห็นด้วยจิต ที่สามารถหยั่งรู้ฟ้าดินและธรรมชาติได้ เหมือนที่เคยฮือฮากันไปเมื่อหลายปีก่อน เมื่อนาย กอร์ดอน (Gordon-Michael Scalion) ชาวอเมริกันที่เคยเสียชีวิตเมื่อปี 1979 แต่ กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นเขาก็อ้างว่า ได้รับพรสวรรค์ที่หยั่งรู้อนาคต เขามักจะเดินทางไปอยู่บนพื้นที่สูงๆ บนภูเขา แล้วมองลงมาเห็นภาพในอนาคต โดยเฉพาะภาพของเมืองที่เปลี่ยนไป และโลกที่จะเกิดขึ้นมาใหม่

คนที่เชื่อถือนาย กอร์ดอนนั้นมีไม่น้อย เพราะได้เคยฝากผลงานการทำนายที่แม่นยำเอาไว้ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในลอส แองเจอริส เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2535, เหตุการณ์แผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนียเมื่อ มกราคม 2537 รวมอีกหลายเหตุการณ์ที่เขาทายไว้แล้วก็ถูกเผง

แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็เห็นจะเป็นการทำนายเมื่อปี พ.ศ.2521 ซึ่งเขาเห็นตัวเองลอยอยู่เหนืออวกาศ แล้วมองลงมาบนโลก ด้วยภาพแผนที่โลกใหม่ เขาจึงใช้เวลาอยู่ 4 ปี ที่จะร่างแผนที่โลกอนาคตที่เห็นคนเดียวนั้นออกมาสู่ส ายตาชาวโลก พร้อมทั้งให้คำอธิบายไว้ว่า โลกที่แปรเปลี่ยนไปนี้จะเกิดจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ทำให้ทวีปของโลกเคลื่อนไปหมด และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1998-2012 หรือ พ.ศ.2541-2555 นั่นเอง




ความเชื่อนี้สอดคล้องกับคำทำนายของอีกหลายคน เช่น นาย ฮูเซลีนโย่ (Juseleeno ) ชาว บราซิล ที่มองเห็นอนาคตล่วงหน้าด้วยตานิมิต สิ่งที่เขาเห็นแบบเดียวกับกอร์ดอนเห็นก็คือ โลกจะพังพินาศด้วยภัยธรรมชาตินานัปการ เป็นต้นว่า ในปี 2551 นี้ ญี่ปุ่นจะเกิดแผ่นดินไหว รวมถึงจีน มีการเสียชีวิตนับล้านคน และจะเกิดการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในอเมริกา ปี 2553 ทวีปแอฟริกาจะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก และปี 2554 จะเกิดโรคไวรัสสายพันธุ์ใหม่ฆ่ามนุษย์ วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2557 ดาวเคราะห์ขนาดเล็กจะชนกับโลก จนถึงปี 2558 มนุษย์จะตายเพราะทนความร้อนไม่ได้

สำหรับ “อูแรนเดอร์ โอลิเวียร่า” ผู้ ซึ่งอ้างว่าเคยได้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวผู้โด่งด ังนั้น ก็อ้างว่าเขามีโทรจิตที่เห็นภาพอนาคตจากการบอกเล่าขอ งมนุษย์ต่างดาว ว่าในปี ค.ศ.2012 นั้น จะมีแสงสว่างมากที่สุดในกาแลกซี่และสะท้อนไปยังดาวเค ราะห์ที่โคจรรอบตัว สิ่งมีชีวิตและโลกจะปั่นป่วนอย่างยิ่ง
ด้วยความเชื่อเหล่านี้ บวกกับความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ จึงมีผู้คาดการณ์วันอันน่าระทึกเอาไว้ที่วันที่ 21 เดือน ธันวาคม ค.ศ.2012 นั้นเป็นวันเริ่มต้นกระบวนการดับสูญของโลก หรือ “Doomsday -21/12/12” โดย คาดการณ์ว่าเป็นวันที่พระอาทิตย์จะเดินทางมาอยู่ย ังศูนย์กลางของกาแลกซี่ ทำให้โลกดวงเล็กๆ ของเราคลอนโยกเยกและปลิวไปมา กระทั่งอาจจะต้องดับสูญลงไป โดยขณะนี้มีผู้จำลองเหตุการณ์ของ Doomsday แบบมัลติมีเดียไว้ในเวบไซต์ของ YouTube มากกว่า 20 ชุด เช่นวิดีโอด้านล่างนี้ ถูกบรรจุโดยผู้ใช้ชื่อว่า AfroDude เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายนของปีนี้
(หมายเหตุ : วีดีโอเจ๋งไปแล้ว)
มีผู้อธิบายปรากฏการณ์นี้ในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า เกิดจากการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้คอมพิวเตอร์ Hyderabad คำนวณการแลกเปลี่ยนพลังงานที่ขั้วทิศเหนือและขั้วทิศ ใต้สลับตำแหน่งกัน ว่ามีคุณสมบัติแม่เหล็กพลิกกลับขั้วของดวงอาทิตย์ทุก ๆ 11 ปี และจะก่อพลังงานสูงสุดได้ในปี 2012 อย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดเมื่อหลายล้านปีก่อน

อย่างไรก็ดี มีผู้ออกความเห็นมากมายที่ยังเชื่อว่า ปี 2012 อาจ ไม่ใช่วันสิ้นโลก แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นที่จะเห็นโฉมหน้าของโลกใหม่ เรากลับมาที่แผนที่โลกของนายกอร์ดอนอีกครั้ง ซึ่งแผนที่ฉบับนี้ (Future Map Of The World) ได้ระบุเหตุการณ์ไว้มากมาย สรุปที่สำคัญๆ ได้เป็นต้นว่า

ออสเตรเลียจะเสียแผ่นดินไป 25% จากน้ำท่วม, นิวซีแลนด์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะแผ่นดินเก่าและใหม่จะเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน นิวซีแลนด์ห่างไกลจากทะเลมาก แอฟริกาจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน แม่น้ำไนส์จะกว้างกว่าเดิมมาก ทะเลแดงจะกว้างออกทำให้ "โคโร" จมหายไปในทะเล เช่นเดียวกับเกาะมาดากัสการ์

จะ มีแผ่นดินเกิดใหม่ในทะเลอาหรับ ทะเลสาปวิคอเรียจะรวมเข้ากับทะเลสาบยาซาไหลสู่มหาสมุ ทรอินเดีย ส่วนอเมริกาใต้จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ ลุ่มน้ำอะเมซอนจะกลายเป็นทะเลปิดแบบเดียวกับทะเลสาปส งขลา ในแมกซิโกจะเกิดภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวต่อเนื่อง ยาวนาน 25 ศตวรรษ ส่วนยุโรปตอนเหนือจะจมลงทะเล เหลือแค่เกาะเล็กๆ รัสเซียจะแยกจากยุโรป เกิดทะเลใหญ่ยาวมาก ฝรั่งเศสจะจมน้ำเหลือแต่กรุงปารีส ทางน้ำใหม่จะแยกสวิสเซอร์แลนด์ออกจากฝรั่งเศส และอิตาลี เวนิส เนเปิ้ล รวมถึงโรมจะจมน้ำหายไปในทะเล ฯลฯ





แผนที่โลกใบใหม่ในส่วนเอเชีย และส่วนขยายประเทศไทย

มา ดูฝั่งเอเชียของเรากันบ้าง แผนที่ใหม่นี้ได้บอกว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะทำให้เก ิดน้ำท่วมตั้งแต่ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไปจนถึงทะเลแบริ่งซึ่งอยู่ระหว่างอะลาสก้ากับรัสเซีย เกาะญี่ปุ่นจึงจะจมหายไปหมด เหลือไว้แค่ 2-3 เกาะ เท่านั้น ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ และไต้หวันกับเกาหลี ก็จะหายจมไปในทะเล ดังนั้น แนวฝั่งของจีนก็จะร่นเข้าไปในแผ่นดินใหญ่หลายร้อยไมล ์ทีเดียว อินโดนีเซียจะถูกทำลาย เช่นเดียวกับฟิลิปินส์ เอเชียจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สูงมากเพราะตั้งอยู่บน 3 ทวีป ส่วนไทยนั้นอยู่บนแผ่นทวีปของ ยูเรเซี่ยน ซึ่งจะเกิดการยกตัวให้สูงขึ้น


NASA ปิดข่าว 2010 เกิดวันสิ้นโลก จริง??


เพราะกลัวว่าถ้าประกาศข่าวนี้แก่ชาวโลกรู้ท่านลองคิดดูสิว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อท่านรู้ตัวว่าจะตายในอีกไม่กี่ปีข้าวหน้า ท่านจะใช้ชีวิตที่สุดเหวี่ยงเลยใช่มะ
โลกจะเกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้น 80% โลกทั้งโลกจะวุ่นวาย
เค้าเลยปิดเป็นความลับ (เฮอๆ ดีเน้อ) แต่นักดาราศาสตร์ออกมาอธิบายเรื่องทฤษฎีความเป็นไปได้กันอย่างจ้าละหวั่น ข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันอยู่คือ บางแหล่งบอก ดาวฤกษ์ และอุกกาบาต เพราะขนาดของมันใหญ่กว่าดาวพฤหัส 2 เท่า!!!(ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบนี้)



การคุยเรื่อง ภัยพิบัติล้างโลก 2012 อาจารย์ สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้วชาญไฮโดรเจน จากองค์การนาซ่า และเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์ Hydrogen ในประเทศไทย ด้วยวิธีการใช้ไฟฟ้าแยกน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง


อาจารย์ สุมิตร" ทำงานในองค์การ NASA


ในสายงานคือ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก


เพื่อสร้างยานอวกาศ เพื่ออพยพผู้คนจาก อุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 (แต่รู้ในวงจำกัด)


"อาจารย์ สุมิตร" ยืนยันว่าอีก 3 ปี ข้างหน้านี้



โลกกำลังจะเกิดหายนะขึ้น



จากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 แน่นอน



และคนในองค์การ NASA ทุกคนทราบเรื่องนี้มานานแล้ว


แล้วได้สร้างยานอวกาศเพื่ออพยพผู้คนจาก



อุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 ใกล้เสร็จแล้ว



(แต่ "อาจารย์ สุมิตร" ไม่ได้บอกว่าสร้างไว้กี่ลำ)




"อาจารย์ สุมิตร" ยังยืนยันด้วยว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีจริง



ปัจจุบันมีมนุษย์ต่างดาวมาทำงานร่วมกับองค์การ NASA โดยสื่อสารทาง "โทรจิต"



ในการถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี เพื่อช่วยมนุษย์จากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012



(มนุษย์บางคนเท่านั้นที่ถูกเลือกให้รอด)



"อาจารย์ สุมิตร" ยังยืนยันด้วยว่าโลกมนุษย์เรา ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ในจักรวาลอื่นๆ ก็มีมนุษย์ต่างดาวประมาณ 200 จักรวาล ซึ่งโลกของเราเป็นเพียงจักรวาลเล็กๆ 1 จักรวาล เท่านั้น เราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวหรอกนะ



"อาจารย์ สุมิตร" บอกว่า มนุษย์โลกสามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวมานานแล้วโดยทาง "โทรจิต" แต่ทาง "สหรัฐอเมริกา" นั้นค่อนข้างปกปิด เรื่องนี้ ทำให้คนส่วนมากในโลกไม่รู้ ในเมื่อไม่รู้ ก็จะมองว่าเรื่องมนุษย์ต่างดาวเป็นเรื่องเหลวไหล "อาจารย์ สุมิตร" เป็นนักวิทยาศาสตร์องค์การ NASA มาหลายปีแล้ว ท่านเคยไปบอกให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ของไทยควรเร่งสร้างยานอวกาศ เพื่ออพยพคนไทยจากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 โดย เร็ว เพราะ "คุณสุวิช" มีเทคโนโลยีในการสร้างแล้ว ขาดก็แต่งบประมาณเท่านั้น แต่กลับไม่มีใครเชื่อ แถมมองว่าท่านเป็นบ้าอีกด้วย พวกฝรั่งเขารู้กันมานาน เขาสร้างยานอวกาศเพื่ออพยพผู้คนจากอุทกภัยน้ำท่วมโลกในค.ศ. 2012 เกือบ เสร็จแล้ว แต่คนไท

เห็ดอาหารเพื่อสุขภาพ......






ใครชอบเห็ดบ้างยกมื้อขึ้น ต้องขอยกนิ้วให้กับคนที่ชอบรับประทานเห็ดนะคะ เพราะเห็ดมีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย และก็ยังมีสรรพคุณทางยา ที่ชาวจีนจัดว่า เป็นยาเย็น ที่มีสรรพคุณช่วยลดไข้ เพิ่มพลังชีวิต แก้ร้อนใน ช่วยให้หายหงุดหงิด บำรุงเซลล์ประสาท สามารถรักษาอาการอัลไซเมอร์ และที่สำคัญยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

ส่วนเรื่องรสชาติก็เรียกได้ว่า คล้ายกับเนื้อสัตว์ ยิ่งกินยิ่งเพลิน กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แถมช่วยให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงด้วยนะคะ เราไปดูประโยชน์ดีๆ จากเห็ดกันดีกว่าว่า เห็ดแต่ละชนิดมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

1. เห็ดหอม ชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นเห็ดอมตะ เพราะช่วยบำรุงร่างกาย บรรเทาอาการไข้หวัด ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และยังเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคไตอีกด้วย

เมนูแนะนำ:
กระดูกหมูตุ๋นเห็ดหอม ตุ๋นแบบเน้นดื่มน้ำซุป เฉพาะกระดูกหมูนะคะ ส่วนเห็ดหอม เพียงนำไปแช่น้ำในนิ่มแล้วต้มตอนอุ่นน้ำซุป ก็ได้รสชาติและได้คุณค่าสารอาหารของเห็ดอย่างครบถ้วน

2. เห็ดฟาง เห็ดยอดนิยมของคนไทย ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันการติดเชื้อต่างๆ ลดความดันโลหิต เร่งการสมานแผล ทั้งยังให้วิตามินซีสูง รวมทั้งให้กรดอะมิโนที่สำคัญหลายชนิด

เมนูแนะนำ:
ต้มยำเห็ด ใช้เห็ดฟางขนาดเล็กจะอร่อยกว่าเห็ดฟางขนาดใหญ่แล้วใช้การฝ่าครึ่ง และใส่เห็ดเป็นอันดับสุดท้าย เพียงแค่พอสุกนะคะ

3. เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าและเห็ดเป๋าฮื้อ รสชาติคล้ายเนื้อสัตว์ คนจีนเชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนเลือด และโรคกระเพาะ

เมนูแนะนำ:
ต้มข่าไก่ อาหารไทยที่คนไทยนิยม ทำง่ายรสชาติอร่อย แถมได้คุณค่าสารอาหารครบครัน

4. เห็ดหูหนู สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดขาวในผู้สูงอายุ ทำให้ภูมิต้านทานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง ส่วนเห็ดหูหนูขาวที่นิยมใส่ในยำจานเด็ดนั้น ช่วยบำรุงปอดและไตได้ด้วยค่ะ

เมนูแนะนำ:
ยำเห็ดสองสี ที่รวมทั้งเห็ดหูหนูและเห็ดหูหนูขาวมายำใส่แครอท ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ ใครชอบรสเด็ดก็ใส่พริกขึ้หนูเยอะๆ บีบมะนาวหน่อย น้ำปลาอีกนิด รับรองเด็ด!

5. เห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง ที่มีให้เลือกแบบสดหรือบรรจุกระป๋อง และนับว่าเป็นเห็ดที่มีบทบาทในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุดด้วยนะคะ

เมนูแนะนำ:
ซุปเห็ด แบบใส่วิปครีม หรือนม อร่อยสไตล์ฝรั่งเศส

ข้อแนะนำในการรับประทานเห็ด ควรทำให้สุกเร็วที่สุด อย่าแช่ทิ้งไว้นาน สารอาหารจะหายไป หมดค่ะ เห็นประโยชน์ดีๆ จากเห็ดแบบนี้อย่าลืมแวะไปหาซื้อเห็ดมาประกอบอาหารทานกันนะคะ แล้วที่สำคัญอย่าลืมรองท้องก่อนด้วยเครื่องดื่มธัญพืชร้อนๆ สักแก้ว เพื่อเรียกความสดชื่นแล้วพร้อมเข้าครัวค่ะ

ที่มา:Fw-mail

รู้ไว้ก็ดี: ภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ



ช่วงนี้ว่าง ๆ หันมาหัดใช้ภาษาญี่ปุ่นบ้าง เพื่อได้นำไปใช้ในอนาคต แต่ยากจริง ๆ นะ ขอบอก 555+++ เพื่อนลองมาเรียนไปพร้อม ๆ กันดีไหมคะ มาเริ่มเรียนกันเลย.........




“ฮะจิเมะ มาชิเตะ”
ภาษาญี่ปุ่นควรรู้

คำทักทาย
สวัสดีตอนเช้า Ohayou gozaimasu โอะฮาโย โกไซอิมัส
สวัสดีตอนบ่าย Konnichiwa คอนนิจิวะ
สวัสดีตอนกลางคืน Konbanwa คอนบังวะ
ราตรีสวัสดิ์ Oyasuminasai โอะยะซุมินะไซ

ขอบคุณมาก Arigatou gozaimasu อะริกะโตะ โกะไซอิมัส
ไม่เป็นไร Douitashimashite โดอิตะชิมะชิเตะ
ขอโทษ (รบกวน) Sumimasen/suimasen ซุมิมะเซง/ซุยมะเซง
ขอโทษ Gomennasai. โกเมงนาไซ
ยินดีที่ได้รู้จัก Hajimemashite ฮะจิเมะมาชิเตะ
บาย เจอกันใหม่ Ja, Matane จา มาตาเนะ
นอนหลับฝันดี Oyasuminasai โอะยาสุมินาไซ

อาหาร
ข้าว Gohan โกะฮัน
อาหารกลางวัน Hirugohan ฮิรุโกะฮัน
อาหารเย็น Bangohan บันโกะฮัน
น้ำ Misu มิสุ
ชาฝรั่ง Kocha โคชะ
นม Gyunyu กีวนีว
เนื้อไก่ Toriniku โทะรินิกุ
เนื้อ Niku นิกุ
ปลา Sakana ซะกะนะ
ผัก Yasai ยะซะอิ
ผลไม้ Kudamono คุดะโมะโนะ

การนับเลข
1 Ichi อิชิ 6 Roku โระกุ
2 Ni นิ 7 Shichi ฌิชิ
3 San ซัน 8 Hachi ฮาชิ
4 Shi ฌิ 9 Kyu คีว
5 Go โงะ 10 Ju จู

“โออิชิ”
ขอบคุณ Arigato อะริงาโตะ
ขอโทษ Sumimasen ซูมิ มาเซ็น
ใช่ Hai ไฮ
แล้วพบกันใหม่ Mata iemasho มาตะ ไออิมาโช
เชิญ Dozo โด โสะ
ขอบพระคุณมาก Domo arigato โด โหมะ อาริงาโตะ
ยินดีที่ได้รู้จัก Hajimemashite ฮะจิเมะมาชิเตะ
ไม่เป็นไร Douitashimashite โดอิตะชิมะชิเตะ
ร้อนจังนะ Atsuidesune อะซึ่ย เดสเนะ
หนาวจังนะ Samuidesune ซะมุ่ย เดสเนะ
อากาศดีจัง Iitenkidesune อี้เตงกิเดสเนะ
ห้องน้ำ Otearai โอเตไร
ภัตตาคาร Resutoran เรสสึเตรอง
น้ำแข็ง Kori โคริ
อร่อย Oishii โออิชิ
โรงแรม Hoteru โฮเทรุ
รถแท็กซี่ Takushi ทาคุชี
โทรศัพท์ Denwa เด็งวา
โรงพยาบาล Byooin เบียวอิน
เป็นไข้/ตัวร้อน Netsu นัทสึ
ช็อบปิ้ง (Shopping)
ราคาเท่าไร Ikura อิคุระ (เดสกา)
เงินทอน Osueri โอสุริ
เงินสด Okane โอกาเนะ
ที่สนามบิน (At the airport)
หนังสือเดินทาง Passport พาสปอร์ต
กระเป๋าเดินทาง Nimothu นิมอทสุ
ตั๋วเครื่องบิน Hikoki No Kippu ฮิโคคิ โนะ คิปปุ

-------------------------------------------------------
มีเพิ่มเติมจากน้อง by Hana_NZ
เพื่อน (Tomodachi) โทโมดาจิ
หิมะ (Yuki) ยูกิ
ดอกไม้ (Hana) ฮานะ
เพลง (Uta) อูตะ
พระอาทิตย์ (Taiyo) ทาอิโยะ
เด็ก (Kodomo) โคโดโหมะ
กระเป๋า (Kaban) คาบัง
หมา (Inu) อินุ
แมว (Neko) เนะโกะ
ฝน (Ame) อะเมะ
บ้า (Baga) บ้าก่า
เผ็ด (Karai) คะไร
ปราสาท (Jo) โจ
พรุ่งนี้ (Ashita) อะชิตะ
กิน (Taberu) ทาเบรุ
ใหญ่ (Dai) ได

ได้มานิดหน่อยจากเพื่อน ไม่ค่อยแน่ใจตัวเขียนในวงเล็บนะ ได้แต่ออกเสียง = =" ภาษาญี่ปุ่นสนุกดีนะ ^__^
-------------------------------------------------------
การแนะนำตัวนะ!!
วาตาชิวะ___(ชื่อของเรา)___ เดส โดโสะ โยโรชิคุ โอเนะไกชิมัส


แปลว่า----ดิฉัน/กระผม ชื่อ ........ค่ะ/ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย


ภาษาญี่ปุ่นที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน


1. おはようごさいます。: Ohayoogosaimasu. : สวัสดีตอนเช้าค่ะ

2. こんいちは。: Konnichiwa : สวัสดีตอนกลางวันค่ะ (10.00-18.00 น.)

3. こんばんは。: Kombanwa : สวัสดีตอนค่ำค่ะ

4. おやすみなさい。: Oyasuminasai : ราตรีสวัสดิ์

5. さよなら。: Sayonara : ลาก่อน

6. わたし は ชื่อของเรา です。: Watashi wa ชื่อของเรา desu : ฉัน/ผมชื่อ ชื่อของเรา

7. はじめまして、どうぞよろしく。(おねがいします) : Hajimemashite、doozo yaroshiku (Onegai shimasu) : ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ (ขอความกรุณา)

8. はい、そうです。: Hai、soodesu : ใช่แล้วค่ะ (ใช้ในการตอบรับได้ทุกกรณี)

9. いいえ、ちがいます。: Iie、chigaimasu : ไม่ใช่ค่ะ (ใช้ในการปฏิเสธได้ทุกกรณี)

10. おげんきですか?。: Ogenki desuka : สบายดีหรือค่ะ

11. はい、げんきです。: Hai、genki desu : ค่ะ、สบายดีค่ะ

13. いいえ、げんきではありません。: Iie、genkidewa arimasen : ไม่ค่อยสบายค่ะ

14. ありがとうございます。: Arigatoo gozaimasu : ขอบคุณค่ะ

15. どういたしまして。: Doo itashimashite : ไม่เป็นไรค่ะ

16. ではまて、ありましょ。: Dewa、mata aimasho : แล้วพบกันใหม่

17. はい、またあいましょ。: Hai、mata aimasho : ค่ะ、แล้วพบกันใหม่

18. すみません。: Somimasen : ขอโทษ (ขอทาง , สอบถาม)

19. ごめんあさい。: Gomennasai : ขอโทษ

20. しつれいします。: Shitsureishimasu : ขอโทษ (ที่เสียมารยาท , ขออนุญาต , ขอโทษที่รบกวน)

21. おめでとうごさいます。: Omedetoogosaimasu : ขอแสดงความยินดี (ใช้ได้ทุกโอกาส เช่น วันเกิด , สำเร็จการศึกษา)

22. いってきます。: Ittekimasu : ไปแล้วนะ (ใช้เมือ่ออกจากบ้าน)

23. いって (い) らっしゃい。: Itte (i) rasshi : รีบไปรีบมานะ

24. ただいま。: Tadaima : กลับมาแล้วนะ

25. おかえりなさい。: Okaerinasai : กลับมาแล้วหรอ

26. いただきます。: Itadakimasu : ใช้พูดก่อนเริ่มรับประทานอาหาร

27. ごちそうさまでした。: Gochisoosamadeshite : ใช้พูดเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว

สิ่งที่ไม่อาจเรียกคืน หรือ เข้าใจผิด misunderstanding




วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องเข้าใจผิด คุณเคยนับบ้างหรือเปล่าว่าคุณเคยเข้าใจผิดกี่ครั้ง และตัดสินใจผิดๆ ไปเพราะความเข้าใจผิดกี่หน ฉันกำลังพูดถึงว่าบางครั้งสิ่งที่ตาเรามองเห็นก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องจริงเสมอไป วันนี้ ฉันจึงนำเรื่องเตือนใจเกี่ยวกับความเข้าใจผิดมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกัน ลองฟังดูนะว่าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นอย่างนี้หรือเปล่า



เรื่อง คุ้กกี้ 1 ห่อกับการติดสินคน

ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดีจำเป็นต้องรอเวลาถึง 3 ชั่วโมงในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อใปจุดหมายปลายทาง เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1 ห่อ เตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกินขนมฆ่าเวลาไปพลางๆ

และเธอก็มองหาที่นั่งได้ 1 ที่ เมื่อนั่งลงแล้วเธอก็เตรียมหนังสือและคุ้กกี้เพื่ออ่านและกินขนมไปพลางๆ เธอสังเกตเห็นว่าข้างๆ เธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้างๆ เขา สักครู่หนึ่งขณะที่เธออ่านหนังสืออยู่ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ้กกี้ออกจากถงซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันอย่างละชิ้น

เธอมองด้วยความโกรธแต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ้กกี้และเฝ้ามองนาฬิกาในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า "ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็ .... ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย"

ทุครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกินเช่นกัน 1 ชิ้น ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ้กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร ชายหนุ่มค่อยๆ หยิบคุ้กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้นส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและ คิดในใจว่า "เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ"

เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่องไม่แม้แต่เหลียวกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม

ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้วเธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋าก็พบว่ามีขนมคุ้กกี้ 1 ห่อ เธอตกใจมากถ้าคุ้กกี้ของฉันอยู่ที่นี่ก็แปลว่า "คุ้กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน" เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่องเธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาทเป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง

มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นการเข้าใจผิด มีกี่ครั้งที่ชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่นและทำให้เราติดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเองซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ก่อนตัดสินผู้อื่น หลายๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นควรมองผู้อื่นในแง่ดีแล้วคอยสงสัยตัวเองว่า "เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง" เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่

ความเข้าใจผิดนั้นจริงๆ แล้วมันเป็นเพียงความคิดของคุณที่จะติดสินเรื่องนั้น เรื่องนี้ จากใจของคุณเอง แต่ถ้าคุณลองที่จะคิดในแง่ดี ลองที่จะถามเขาถึงความเป็นไปความเป็นมา การเข้าใจผิดนั้นก็จะลดน้อยลงไปได้ สุขใจนะเองก็จะเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เรื่องที่ผ่านไปแล้วเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ดังนั้นเราต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเราหันกลับไปมองมันเราจะไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากเราทำดีที่สุดแล้วนั่นเอง

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เธอนึกถึงภาษิตสอนใจบทหนึ่งที่ว่า…

“มี 4 อย่างที่ไม่อาจเรียกคืนได้ นั่นคือ

ก้อนหิน…ที่ถูกขว้างออกไปแล้ว

คำพูด…การโต้เถียง… ที่พูดออกไปแล้ว

โอกาส… ที่เสียไปแล้ว

เวลา… ที่ผ่านไปแล้ว…”

เรื่องดี ๆ จาก FW-Mail...





วันนี้มีเรื่องดี ๆ มาฝากเพื่อน ๆ ได้อ่านกันคะ ปกติจะเช็ค Mail ทุก ๆ เช้า พอดีมีเพื่อนส่งเรื่องนี้มาให้อ่าน อ่านแล้วน่าสนใจมากๆ เลยจัดมาให้อ่านกันนะคะ......


เรื่อง ความสุขที่ถูกมองข้าม สุขจากการ"มี" ดีกว่าสุขจากการ"ได้"


เมื่อวานนี้ได้เมล์จากพี่คนนึง ที่ส่งให้น้องที่ลาไปอุปสมบท อ่านแล้วชอบ อยากทำให้ได้บ้าง
"ความสุขที่ถูกมองข้าม" พระไพศาล วิสาโล

คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เชื่อว่า ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวดูเผินๆ ก็น่าจะถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยน่าจะมีคนป่วยด้วยโรคจิตน้อยลง มิใช่เพิ่มมากขึ้น ทั้งๆ ที่รายได้ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี ในทำนองเดียวกันผู้จัดการก็น่าจะมีความสุขมากกว่าพนักงานระดับล่างๆเนื่องจากมีเงินเดือนมากกว่า แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า เขารู้สึกเบื่อหน่า่ยกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ" ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่...มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่นๆยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไปด้วยความหวังว่า ถ้าเป็นเศรษฐ๊แสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามคือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ?

คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้งๆที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป 7 ชาติก็ยังไม่หมด

แต่ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่านี้ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้งๆที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้งๆที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้งๆที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่

แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้าหรือรองเท้าที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัว หรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัว หลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากได้อีกไม่หยุดหย่อน

ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าสิ่งที่ได้มาใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื้อ 1 ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี 1 แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกันมีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก 1 ล้าน

พูดอีกอย่างก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้มากกว่า ความสุขจากการมี มีเงินเท่าไรก็ยังอยากได้ของมาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิม

บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้ มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้งๆที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา

ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริงๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาคือของใหม่นั้น ไม่นานก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึกเฉยๆเหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเิดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่ีาชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ?

เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้ิื่อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมากๆ ก็ติองยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเีกียว มาเก๊า หรือซิดนีย์ดี

ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใ่ช่เรื่องยาก แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หาไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ก็อยากมีบ้าง คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นทางลัีดไปสู่ความทุกข์ที่ใครๆก็นิยมใช้กัน

นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้จะมีหน้าตาดี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดารา หรือพรีเช็นเตอร์ในหน้งโฆษณา

การมองแบบนี้ทำให้ "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือ ไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรรรถนายังมาไม่ถึง ไม่มีอะไรที่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมาคาบเนื้อ

บ่อเกิดแ่ห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเราล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แ่ก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จัึกชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น

แทนที่จะแสงหาแต่ความสุขจากการได้ ลองหันมากแสวงหาความสุขจากการมี หรือสิ่งที่มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการให้ กล่าวคือ ยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดี แลทำให้ชีวิตมีความหมาย

จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการไม่มี นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไปก็ยังเป็นสุขอยู่ได้ เกิดมาทั้งที่ น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการให้ และการไม่มี เพราะนั้นคือสุขที่สงบเย็น และยั่งยืนอย่างแท้จริง


.